PALs PALs_101

EP.4 : ใส่แว่นโปรเกรสซีฟแล้วมึน ลานตาแคบ... เป็นที่ "เลนส์" หรือเป็นที่ “มุมแว่น"?

By Dr.Loft ,O.D. : 24 April 2026


intro

บทความตอนที่แล้วเราได้พูดถึง การเลือกกรอบแว่น ทั้งแบบแฟชั่นเดินโชว์และฟังก์ชั่นใช้งานว่ามีวิธีในการเลือกดูเลือกซื้อให้เหมาะกับเราอย่างไร ตอนนี้เราจะมาพูดเพิ่มเติมในส่วนของ ความสำคัญของ parameter ว่ามันสำคัญขนาดไหนในเชิงรูปธรรม จากผลการทำสอบจริง เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า “ความสำคัญของการดัดแว่น  ไม่ใช่ดัดเพียงแค่เพื่อใส่แล้วไม่เจ็บจมูกหรือเจ็บหู แต่เราดัดเพื่อรีดประสิทธิภาพเลนส์ให้สามารถแสดงการทำงานได้ดีที่สุด บางครัั้งปัญหาการปรับตัวกับเลนส์โปรเกรสซีฟก็อยู่ที่มุมแว่นไม่ได้ตามองศาที่ออกแบบมานี่แหล่ะ และจะได้เข้าใจต่อว่า ทำไมเลนส์โปรเกรสซีฟรุ่นมาตรฐาน เราจึงต้องดัดมุมเท 9°, ความโค้ง 5°, ห่างตา 12มม. บทความเรื่องนี้จะเฉลยทุกอย่าง

แต่ก่อนอื่นเราต้องเริ่มทำความเข้าใจกับประเภทของเลนส์โปรเกรสซีฟกันเสียก่อน ซึ่งในหัวข้อนี้ผมจะกล่าวโดยย่อ หากท่านไหนอยากจะศึกษาโดยละเอียดให้อ่านต่อในเรื่อง ฟรีฟอร์มเทคโนโลยี ตามลิ้งที่แนบมานี้ 
https://www.loftoptometry.com/สิ่งที่ต้องรู้ในการทำเลนส์โปรกรสซีฟ
https://www.loftoptometry.com/พื้นฐานการออกแบบเลนส์โปรเกรสซีฟ

 

Conventional vs Modern Free form , progressive lens

เลนส์โปรเกรสซีฟแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆตามเทคโนโลยีที่ใช้ในการขัดโครงสร้าง คือ

1. conventional progressive lens

Conventional เป็นเทคนิคการขัดเลนส์โปรเกรสซีฟแบบโบราณ โดยใช้ผิวหน้าเป็น front prgressive ซึ่งเกิดการหล่อ addition สำเร็จจากแม่พิมพ์และใช้หัวขัดสายตาแบบหัวเหล็ก (tools) ในการขัดเป็นสายตาสั้น/ยาว/เอียง เลนส์โบราณกลุ่มนี้ของ Rodenstock ได้แก่ Progressiv SI, Progresiv ClassicLife และ Progressiv PureLife และทั้งหมดถูกยกเลิกการผลิตตั้งแต่ปี 2010 เพื่อที่จะยกมาตรฐานไปใช้ 3Dfree form ทั้งหมด (ซึ่งในกราฟจะแทนด้วยเส้นเทาซึ่งเป็นโปรเกรสซีฟเลนส์ที่มีการชดเชย position of wear ผ่านโครงสร้างของแม่พิมพ์ ; Progressiv PureLife ​) ดังนั้น เวลาเราพูดถึงเทคโนยีเลนส์โปรเกรสซีฟแบบ front progressive เรากำลังพูดถึงเทคโนโลยีการออกแบบแม่พิมพ์

figure1 : Progressiv PureLife ในอดีตคือเลนส์โปรเกรสซีฟแบบ conventional รุ่นเรือธง ยกเลิกการผลิตในปี 2010 , มีเทคโนโลยีแม่พิมพ์ perfect balance , wavefront ,positional of wear ,retina fucus principle , 6 base curve, 72 โครงสร้าง...

 

2. 3D Freeform technology

3D Freeform technology เป็นเทคนิคการขัดผิวโครง (surfacing)สร้างแบบใหม่ ซึ่งใช้คอมพิวเตอร์ในการควบคุมความแม่นยำของค่าสายตา ซึ่งมีข้อดีคือสามารถกัดชิ้นงานขึ้นมาจาก lens blank ได้โดยที่ไม่ต้องอาศัยการหล่อโครงสร้างผ่านแม่พิมพ์แบบ front progressive ทำให้เกิดอิสระในการออกแบบพื้นผิวมากขึ้น และ ชดเชยตัวแปรต่างๆ เช่น individual paramter , personal visual demand paramter , free corridor lenght ,B.I.G. tech หรือแม้แต่ Sentitive ที่ออกแบบ soft ,hard ได้อย่างอิสระ

ซึ่งการจัดการตัวแปรที่อิสระเหล่านี้ อยู่ที่การเขียน code ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำได้ง่ายกว่าการแก้ mold ของแม่พิมพ์ เพราะตัวแปรยิ่งเยอะ แปลว่าพิมพ์ต้องเยอะตาม ทำให้ไม่คุ้มที่จะลงทุน ตัวอย่างเช่น progressiv PureLife ที่ใช้ค่าพารามิเตอร์เป็นค่ามาตรฐาน ใช้ 6 base curve ในการคุมค่าสายตา รองรับค่า addition 12 ค่า (add +0.75 ถึง +3.5) 

 

figure 2 : 3D free form technology เป็นเทคโนโลยีที่ข้ามขีดจำกัดต่างๆของการออกแบบแม่พิมพ์ ไม่ต้องใช้ค่ากลาง ตัวแปรทุกอย่างสามารถ input และ ทำการคำนวนชดเชย aberration ได้แบบ realtime และ ย้ายจากการพัฒนาแม่พิมพ์ มาเป็นพัฒนา algorithm ของ softwear แทน 
 

แต่ถ้าจะปั๊มเลนส์ออกมาเป็นเข่งๆ ต้นทุนก็จะถูก (แล้วค่อยเอาไปกรอกใส่ขวดใหม่ แปะฉลากสวยๆ คำตลาดดีๆ แล้วอัพราคาขายแพง) ขายเอา mass อันนั้นก็อีกเรื่อง เพราะมันสามารถทำสำเร็จใส่กล่องบรรจุพร้อมขาย หรือไม่ก็หล่อเสร็จก็เข้าทำการ multi-coating ไว้หน้าหนึ่ง แล้วรอขัดสายตาอีกข้าง ซึ่งจะได้เปรียบเรื่องความไว ดังนั้นเลนส์พวกนี้คือ "เลนส์หนู" เพราะ “สั่งวันนี้เสร็จเมื่อวาน”  เพราะฉะนั้นอย่าดีใจที่ได้เลนส์เร็ว เพราะคุณกำลังได้ บะหมี่กึ่งสำเร็จรสต้มยำกุ้ง แทนที่จะได้กินต้มยำกุ้งจริงๆ โลกนี้มีความดีมากมายให้แข่ง อย่ามาแข่งความเร็วกันเลย มันสะท้อนถึงงานหยาบมากกว่าที่จะเป็นงานดี  หิวข้าวหน่ะตาย แต่แว่นหน่ะรอได้ ไม่ตายหรอก เชื่อผม ดังนั้นการแปะสติ๊กเกอร์หน้าร้านว่า แว่นรอรับได้ 45 นาที นี่มันสะท้อนถึงความหยาบจัดๆเลยนะผมว่า เป็นคำประจานมากกว่าที่จะเป็นคำโฆษณา และ ผู้บริโภคต้องกลุ่มไหน หรือ under educated ขนาดไหนที่จะว้าวกับคำพวกนี้ ฮึ? 

คั่นที่เรื่องตรวจเร็วกันสักนิดหน่อย อันนี้พนักงานขายแว่นเชนร้านหนึ่งเขาอวดกันในกลุ่ม (ผมก็พอจะมีพรรคพวกที่เคยทำงานอยู่มาเล่าให้ฟัง)  คือพนักงานเขาจะภาคภูมิใจมากถ้าเกิดว่าเข้าสามารถปิดการขายได้เร็ว และ ถ้าสามารถยิ่งทำได้ต่ำกว่า 10 นาที คนนั้นก็จะได้รางวัล (18) มงกุฎเพชรไปเลย แล้วก็ถ่ายเงินฟ่อนๆไม่ก็สลิปรูดบัตรส่งไลน์กลุ่มเพื่อขิงกัน ขายไม่ได้ยอดก็จะหยอยๆหน่อย แล้วก็มีช่างคนหนึ่งเขาก็บอกเทคนิคพวกๆกันว่าเขาเคยทำสถิติตรวจตาเร็วสุด 6 นาที แล้วก็บอกเทคนิคว่า ใช้คอมพ์ยิงค่าสายตาออกมา จากนั้นเอาไปลองเสียบเลนส์แล้วก็ลองปรับเบอร์ขึ้น แล้วก็ปรับเบอร์ลง เขาชอบอันไหนมากกว่าก็เอาอันนั้น  (เล่าด้วยความภาคภูมิใจมาก ส่วนเคลมค่อยกว่ากันเอายอดก่อน)  องค์กรเหล่านี้บางทีก็ไม่เคยสนใจเวรกรรม ได้เงินเป็นอันใช้ได้ ไม่สนใจวิธีการว่าจะสร้างความทุกข์ยากให้กับคนยังไง แต่ก็ว่าไม่ได้ เขารวยกว่า แต่ทำดีรวยยาก จึงมีแคปชั่นว่า  "ถ้าคุณทำงานมา 10 ปี แล้วคุณยังไม่รวย บางทีคุณอาจกำลังประกอบอาชีพสุจริตอยู่" (ฮา) แต่ความดี แค่ได้ทำ ก็มีความสุขที่ได้ทำก็คุ้มแล้ว  กลับมาที่เรื่องฟรีฟอร์ม... 

ดังนั้น ฟรีฟอร์ม คือเทคโนโลยีที่ทำให้ lens designer นั้นมีิอิสระในการออกแบบ นั่นหมายความว่า จะทำให้ก็ได้ จะทำให้เลวก็ได้ ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของผู้ออกแบบ (เราสามารถใช้ free form กัดเลนส์หุ่นพระพุทธรูปเอาไว้กราบไหว้ หรือ กัดไม้ไว้ทำสากกระเบือเอาไว้ตำส้มก็ได้เช่นกัน หรือใครจะเอาสากกระเบือไปกราบไว้บูชา เพราะเป็นสากกระเบือฟรีฟอร์มก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะศรัทธาเกิดแล้วแก้ยาก )

เลนส์ฟรีฟอร์มแต่ละตัวประสิทธิภาพต่างกันเพราะโปรแกรมต่างกัน ในไดอะแกรมนี้ จึงทำสอบด้วยเลนส์สองรุ่นคือ invidiual progressive lens (Impression B.I.G) ซึ่งเป็นเลนส์รุ่นสูงสุด ใช้ค่าพารามิเตอร์ขณะสวมใส่บนใบหน้าแต่ละคนจริงในการออกแบบ (แทนด้วยเส้นสีดำ) และ Optower-Optimised progressive lens (Multigressiv B.I.G) ซึ่งใช้ค่าพารามิเตอร์มาตรฐานในการคำนวณโครงสร้าง (แทนด้วยเส้นสีฟ้า)

ดังนั้น เวลาเราพูดถึงเทคโนยีเลนส์โปรเกรสซีฟแบบ true free form เรากำลังพูดถึงเทคโนโลยีการออกแบบ algorithm ให้มีอิสระกับตัวแปรต่างๆที่ส่งผลกระทบกับโครงสร้างเลนส์แบบ real time  แต่ก็มีเช่นกัน เลนส์โปรเกรสซีฟตระกูลหล่อแม่พิมพ์เอามาขัดสายตาด้วยฟรีฟอร์ม เรียกว่า conventional-free form (ฟรีฟอร์มปลอม) เหมือนเอามาม่ามาต้มใส่ขิงข่าตะไคร้พอเป็นพร๊อพ แต่ผงปรุงก็ฉีกซองเท แถมไข่ไปอีกฟองหนึ่งด้วย อร่อยดี เวลาหิวหน้ามืด แต่ถ้าคุณภาพชีวิตดีๆ ใครเขาอยากจะไปกินแบบนั้น (ที่พูดมานี้ เหมือนตลก แต่มีเลนส์บางค่ายเขาทำกันแบบนี้จริงๆ) 

 

figure 3 : CNC-Freeform (computer numeral control) เป็นเรื่องหุ่นยนต์ที่มีแขนกล คุมความละเอียดงานด้วยคอมพิวเตอร์ กำเนิดและพัฒนาต่อยอดมาจากเครื่องกลึง ปัจจุบันพัฒนาออกไปในหลายอุตสาหกรรม free form จึงแปลได้ว่า สามารถสร้างรูปแบบได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องสร้างพิมพ์ 

ตอนนี้ก็พอเข้าใจกันแล้วว่า เลนส์มีสองประเภท แต่หลังๆแบบแรกไม่ค่อยมีแล้ว เพราะแม้แต่ progressive lens ถูกๆ (Net line by Rodenstock) เขาก็ฟรีฟอร์มกันหมดแล้ว แต่ก็อย่าไปหลงประเด็นว่า พอเป็นฟรีฟอร์มแล้วเลนส์มันจะดีเหมือนกันหมด เพราะแทนที่จะได้แว่นพุทธรูปกลายเป็นได้แว่นสากกระเบือแทน (แต่ผมชอบส้มตำปูปลาร้านะ อร่อยดี)

ทีนี้ก็จะมาเข้าเรื่องสำคัญ นั่นก็คือเรื่อง individual parameter

 

[เท้าความเนื้อหาจาก facebook สำหรับท่านที่หลงมาที่เว็บไม่ได้ผ่าน fb]


Frame parameter vs Acoustic room  : ความเหมือนที่แตกต่าง

ใน loft optometry fanpage ผมได้พูดถึงว่า ทำไมเรื่องราวของเลนส์โปรเกรสซีฟในเมืองไทยนั้น มันดูลึกลับ มีเวทมนตร์ มีอภินิหาร มีสูตรลับ สูตรลัด มีอะไรก็ไม่รู้ มีกูรู มีปรมาจารย์นู่นนี่นั่น เต็มไปหมด ในขณะเดียวกัน ก็มีคน fail กับเลนส์ชนิดนี้ เต็มไปหมดเช่นกัน ค่ายเลนส์ที่มียอดขายเลนส์มากที่สุดก็มียอดเคลมมากที่สุดเช่นกัน แต่เวลาเทรนผลิตภัณฑ์ก็ดีเลิศประเสริฐศรีในปฐพีเช่นเดียวกัน และที่น่าสนใจก็คือ “อภินิหารก็ยังคงมีอยู่ต่อไป” ⠀

คำถามคือ มันเกิดอะไรขึ้น หรือ ปัญหามันอยู่ที่อะไรกันแน่ ระหว่างอภินิหารกับวิทยาศาสตร์ เพราะถ้าเป็นวิทยาศาสตร์ ก็ต้องเป็นอะไรที่พิสูจน์ได้และทำซ้ำได้ แต่ถ้าเป็นอภินิหาร มันต้องมีสูตรลับ มีเทคนิคชั้นเซียน ชั้นเทพ ว่ากันไป... ⠀

จริงๆ เลนส์โปรเกรสซีฟมันคือวิทยาศาสตร์ สามารถทดลองและทำซ้ำได้ อยู่ที่ว่า “รู้หรือไม่รู้” ⠀

ทีนี้ผมก็เล่าเปรียบเทียบให้เพื่อนๆ ลองนึกถึงเรื่องชุดเครื่องเสียงไฮเอนด์ดีๆ ว่าทำไมมันซื้อมาตั้งแพง เป็นแสนเป็นล้านแล้วจะต้องมีห้อง acoustic ดีๆ มีการบุผนังด้วยแผ่นกันเสียงสะท้อน ทำไมต้องปูพรมที่พื้น ทำไมต้องมีการบิดลำโพงให้มี toe-in ทำไมต้องเอา spike รองขาลำโพง หรือ รองแม้กระทั่งพวก player หรือ amplifier หรือแม้กระทั่งมีตัวรองสายไฟ AC ไม่ให้สัมผัสพื้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับระบบไฟของเครื่องเสียงใดๆ ทั้งสิ้น แต่มีผลต่อเสียงไม่ต่ำกว่า 30-50% ถ้าไม่เชื่อก็ลองเอาเครื่องเสียงดีๆไป set ในพระอุโบสถ หรือ ไม่ก็กลางสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด  แล้วดูสิว่าเครื่องเสียงสิบล้าน เสียงมันจะเป็นยังไง 

figure 4 : Acoustic Room : คือห้องสำหรับฟังเพลง ที่ออกแบบมาเพื่อลดเสียงสะท้อนส่วนเกิน ให้คลื่นเสียงนั้นไม่แทรกสอดกันจนกวนห้องของโน้ตดนตรี เมื่อเสียงใหม่มา เสียงเก่าก็ต้องหายไปแบบพอดีๆ แต่ถ้าก้องแบบในถ้ำก็คงไม่ดี ฟังเนื้อดนตรีไม่รู้เรื่อง  

ดังนั้นเรื่องพวกนี้ อยู่ที่ว่า “รู้หรือไม่รู้” คนรู้ก็จะรู้ว่า เสียงแบนๆ แห้งๆ จะต้องทำอะไร แก้อะไร และ แก้อย่างไร แต่ถ้าไม่รู้ก็คิดว่าลำโพงไม่ดี ก็ไปหาซื้อใหม่ บางทียังไม่พ้นเบิร์นเพราะไม่รู้ว่าลำโพงมันต้องเบิร์นก็มี แล้วก็ shopping around ไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น แต่บางคนมีบุญ หูสังกะสี แยกเสียงไม่ออกว่าแบบไหนดีแบบไหนไม่ดี ลำโพงดับไปข้างยังไม่รู้ตัว พอใส่แว่นก็ถูๆ ไถๆ ไป เป็นรอยจนเยินหมดแล้ว ชัดไม่ชัดก็ทนๆ เอา ไม่ไหวก็ถอด กินข้าวก็กินเอาอิ่ม ยัดๆ เข้าไป ไม่เน้นอร่อย คนแบบนี้มีบุญที่จะไม่เปลือง แม้แต่พระป่ายังรู้รสว่า จังหันอันไหน อร่อยหรือไม่อร่อย เพียงแต่ท่านแค่รู้ทันแล้วปล่อยวาง ไม่เอามาเป็นอารมณ์ก็เท่านั้น เห็นท่านฉันรวมในบาตรก็อย่านึกว่าท่านไม่มีรสนิยมนะคุณโยมทั้งหลาย

กลับมาที่เลนส์โปรเกรสซีฟ

เลนส์โปรเกรสซีฟก็เช่นกัน บางทีโครงสร้างเขาออกแบบมาดีอยู่แล้ว เพียงแต่มันมีปัจจัยภายนอกที่มากระทำกับโครงสร้างเลนส์โปรเกรสซีฟ ทำให้โครงสร้างภายในเสียเพราะปัจจัยภายนอกไปกระทำ และถ้าเลนส์ดีจริง เราตรวจวัดสายตาถูกต้อง วางเซนเตอร์ได้แม่นยำ ฝนประกอบดีเยี่ยม หรือ เรียกได้ว่าถูกต้องตามตำรา แต่ทำไมแว่นมันยังไม่ดี (เหมือนไปลองฟังเครื่องเสียงในงาน BAV Hifi show ไพเราะถูกใจ ซื้อกลับมาที่บ้านแล้วทำไมไม่เพราะ) คนไข้ใส่แล้วมึน ลานตาแคบ บางทีคุณไม่ได้ทำผิดอะไร แต่อาจเป็นเพราะปัจจัยภายนอกมากระทำก็ได้ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับโครงสร้างหลัก สายตา หรือ ฟิตติ้ง อะไร แต่มันอาจเกิดมาจาก พารามิเตอร์แว่นที่ไม่ถูกต้อง ก็......เป็นได้

มาต่อกันที่พารามิเตอร์กรอบแว่น⠀

 

พารามิเตอร์เฉพาะบุคคล (Individual Parameters)


เนื่องจากใบหน้าของแต่ละคนมีลักษณะเด่นที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ลักษณะการใส่แว่นของแต่ละคนมีความแตกต่างกันไปด้วย ซึ่งลักษณะตำแหน่งแว่นที่สวมอยู่บนใบหน้าเราเรียกว่า “ค่าพารามิเตอร์กรอบแว่นตาขณะสวมใส่” หรือ “individual parameter” ซึ่งมีอยู่ 4 ค่าหลัก ได้แก่ ระยะห่างระหว่างรูม่านตา (PD), ความเทหน้าแว่น (PTA), ความโค้งหน้าแว่น (FFA) และระยะห่างจากกระจกตาถึงเลนส์ (CVD)

 

 

figure 5 :  เครื่องมือที่ใช้ในการวัด parameter มีทั้งแบบ manual (impression tool box) กับแบบดิจิทัล ที่ใช้การถ่ายภาพด้วย ImpressionIST 4 

สำหรับการคำนวณเลนส์มาตรฐานทั่วไป (ที่ไม่ได้ออกแบบเฉพาะบุคคล) ระบบจะอิงรูปแบบการสวมใส่แบบมาตรฐาน โดยใช้ "ค่าเฉลี่ย" ของทั้ง 4 พารามิเตอร์นี้เป็นตัวตั้งต้น ซึ่งถ้าลักษณะการสวมแว่นจริงๆ ของคนไข้แตกต่างไปจากค่ามาตรฐาน ก็จะส่งผลให้ประสิทธิภาพของเลนส์ลดลง

ด้วยเหตุนี้ เลนส์เฉพาะบุคคลจึงมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่าเลนส์มาตรฐาน เพราะนำตัวแปรพฤติกรรม (personal visual demand) และลักษณะการสวมใส่จริง (individual parameter) ของคนไข้มาใช้ในการคำนวณ ซึ่งการนำพารามิเตอร์เฉพาะบุคคลเหล่านี้มาปรับแต่งโครงสร้างเลนส์ จะช่วยยกระดับคุณภาพการมองเห็นให้ภาพคมชัดและสมบูรณ์แบบขึ้นกว่าเลนส์ทั่วไปได้อย่างมาก ซึ่งจากกราฟแสดงผลกระทบของพารามิเตอร์ต่างๆ ที่บั่นทอนประสิทธิภาพของเลนส์ ซึ่งเราจะเห็นว่า แต่ละพารามิเตอร์ในเลนส์แต่ละรุ่นนั้นส่งผลกระทบมากน้อยต่างกัน

 

ผลกระทบของพารามิเตอร์แต่ละค่าต่อประสิทธิภาพของเลนส์

 

ในแต่ละพารามิเตอร์เฉพาะบุคคล ไม่ว่าจะมองในเชิงรูปแบบ (ชนิด) และขนาดของแต่ละพารามิเตอร์เฉพาะบุคคล ล้วนส่งผลต่อประสิทธิภาพของเลนส์โดยตรง

เมื่อลักษณะการสวมแว่นจริงคลาดเคลื่อนไปจากค่าที่ตั้งไว้ จะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนของแสงของตาแต่ละข้าง (Monocular aberrations) ผลคือ ลานสายตาเมื่อมองสองตาพร้อมกัน (Binocular vision fields) จะแคบลง และทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของเลนส์ลดลงตามไปด้วย (มุมมองแคบลง) นอกจากนี้ สำหรับเลนส์โปรเกรสซีฟแบบทั่วไป ลานสายตาการมองเห็นสองตาก็มักจะถูกจำกัดด้วยผลกระทบจากความโค้งหน้าเลนส์ (Base curve effect) อยู่แล้ว

จากภาพที่แนบมาด้านล่างนี้ จะช่วยอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าพารามิเตอร์เฉพาะบุคคลมีผลต่อประสิทธิภาพของเลนส์โปรเกรสซีฟในแต่ละระดับคุณภาพอย่างไรบ้าง โดยในกราฟจะแบ่งสีเพื่อแทนเลนส์แต่ละประเภท ดังนี้:

สีดำ: เลนส์โปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล (Individual progressive lens-Impresion B.I.G. )

สีฟ้า: เลนส์โปรเกรสซีฟแบบปรับโครงสร้างตามค่าสายตา (Power-optimised progressive lens - Multigressiv B.I.G. )

สีเทา: เลนส์โปรเกรสซีฟทั่วไปที่ปรับตามตำแหน่งการสวมใส่ (Conventional progressive lens optimised for the position of wear)

กราฟเหล่านี้จะแสดงให้เห็นว่า “ประสิทธิภาพของเลนส์จะขึ้นอยู่กับค่าความเทหน้าแว่น, ระยะห่างระหว่างรูม่านตา และความโค้งหน้าแว่น อย่างไรบ้าง” (โดยทุกกราฟจะทดสอบที่ค่าสายตามาตรฐานเดียวกันคือ: sph +2.50 D และ Add +2.00 D)

Pantoscopic Tilt Angle (PTA)

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด เรื่องลานสายตาที่ถูกจำกัดจากความคลาดเคลื่อนของแสง (ตามที่อธิบายไปก่อนหน้านี้) คือกรณีที่ "ค่ามุมเทหน้าแว่นตอนที่คนไข้สวมใส่จริง" ไม่ตรงกับ "ค่าความเทหน้าแว่นมาตรฐาน" ที่ระบบตั้งไว้ตอนคำนวณโครงสร้างเลนส์ แม้ความคลาดเคลื่อนของมุมเทหน้าแว่นนี้ จะเกิดขึ้นเท่าๆ กันทั้งตาซ้ายและขวา ซึ่งไม่ได้ทำให้ตาสองข้างเสียสมดุลก็จริง แต่มันส่งผลให้ "มุมตกกระทบของแสง" ผิดเพี้ยนไปจากเดิมอย่างมหาศาลเลยทีเดียว

จากกราฟ PTA จะเห็นได้ว่า หากค่ามุมเทหน้าแว่นตรงกับ "ค่ามาตรฐาน" ที่ Rodenstock กำหนดไว้ เลนส์โปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล (Impression) และเลนส์โปรเกรสซีฟแบบปรับโครงสร้างตามค่าสายตา (Multigressiv) จะให้ประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมเท่ากัน

แต่ในกรณีที่ความเทหน้าแว่นตอนที่คนไข้สวมใส่จริง แตกต่างไปจากค่ามาตรฐานนี้ ประสิทธิภาพของเลนส์ที่ไม่ได้คำนวณแบบเฉพาะบุคคลจะลดลงอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น หากคนไข้สวมแว่นที่มีมุมเทหน้าแว่น 0 องศา เลนส์ทั่วไปที่ใช้ค่ามาตรฐานในการคำนวณจะมีประสิทธิภาพตกลงไปเหลือไม่ถึง 50% ในขณะที่เลนส์โปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล จะยังคงรักษาระดับประสิทธิภาพไว้ได้สูงถึง 90% ดังนั้นไม่ต้องคิดต่อสำหรับคนที่ใส่แว่นที่มีมุม panto ติดลบ มันใส่มันได้อยู่แล้ว (รวมถึง single vision ด้วย)

 

Pupillary Distance (PD)

จากกราฟ เราจะเห็นว่า กรณีที่ระยะห่างระหว่างรูม่านตา (PD) ของคนไข้ แตกต่างไปจากค่า PD มาตรฐาน แม้ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นไม่มาก แต่ต้องไม่ลืมว่า เลนส์โปรเกรสซีฟออกแบบการเยื้องของท่อแนวทางเดินสายตา (inset) ตาม monocular-PD ดังนั้น เมื่อ inset ของตาแต่ละข้างนั้นไม่ได้อยู่ตรงตำแหน่งรูม่านตา ผลที่ตามมาคือ ลานตา (สนามภาพ) ของแต่ละตานั้นไม่สมมาตร ส่งผลให้พื้นที่การมองเห็นของตาซ้ายและตาขวา (ทั้งในโซนโปรเกรสซีฟและโซนมองใกล้) ไม่สามารถซ้อนทับกันได้อย่างสมบูรณ์ ผลคือลานตาแคบ ต้องคอยเอียงคอขยับคอหาจุดชัดตลอดเวลา ( เหมือนขับรถไม่ตรงเลน โอกาสตกข้างทางก็สูงตามไปด้วย) 

 

Face Form Angle (FFA)

ตาที่มองตรงผ่านแว่นกรอบโค้งๆ มันไม่ได้ต่างอะไรกับการเอาแว่นหน้าตรงมาตะแคงแล้วมองผ่านเลนส์ (ใครใส่แว่นอยู่ลองถอดแว่นมาส่องตะแคงไปมาดู เห็นว่าภาพมันทั้งบิดเบี้ยวมีเงา เบลอ ทั้งๆที่มันก็เป็นค่าสายตาเดิม แต่ทำไมมันให้ภาพไม่เหมือนเดิมเมื่อเปลี่ยนมุม นั่นแหล่ะเขาเรียกว่า aberration ที่เกิดจากการมองผ่านเลนส์แบบทำมุม

ดังนั้นการมองผ่านเลนส์แบบทำมุม (off-axis) ที่เกิดขึ้นจากแว่นกรอบโค้งนั้น จะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนของแสงจากตาแต่ละข้างที่รุนแรง และที่สำคัญ พื้นที่การมองเห็นของตาซ้ายและขวาก็จะถูกดึงไปคนละทิศทาง เพราะมีเรื่องปริซึมเข้ามากวนด้วย เกิดความไม่สมมาตร ทำให้ภาพจากทั้งสองตาไม่ซ้อนทับกันพอดี มุมมองจึงแคบ  (รายละเอียดเชิงลึกเดี๋ยวผมจะเขียนแยกใน sport vision lens )

ทั้งหมดนี้ “ความโค้งหน้าแว่น" จึงเป็นพารามิเตอร์เฉพาะบุคคลที่มีผลกระทบที่รุนแรงต่อประสิทธิภาพของเลนส์โปรเกรสซีฟมากที่สุด แค่ความโค้งหน้าแว่น 10 องศาก็ทำให้ประสิทธิภาพของเลนส์โปรเกรสซีฟทั่วไป (ที่ไม่ได้คำนวณพารามิเตอร์แบบเฉพาะบุคคล) ตกลงไปเหลือไม่ถึง 50% ทันที ในขณะที่เลนส์โปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคลจะยังคงรักษาประสิทธิภาพไว้ได้เกือบ 100%  (ทีนี้ก็รู้แล้วนะว่า ทำไมแว่นกรอบโค้งๆ ใส่เลนส์ธรรมดาไม่ได้ ดังนั้น ถ้าจะรักแว่น sport ใจต้องสปอร์ตด้วย แพงแน่นวล !)

 

Corneal Vertex Distance (CVD)

จากกราฟเราจะเห็นว่า ระยะห่างจากกระจกตาถึงเลนส์ (CVD) ในกรณีที่สายตาน้อยๆ CVD จะไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงกับโครงสร้างเลนส์โปรเกรสซีฟ แต่หากว่าสายตามากขึ้น ขนาด CVD จะเริ่มมีผลมากขึ้น ซึ่งจากกราฟเป็นการเปรียบเทียบใน 2 ค่าสายตา ได้แก่ สายตาบวก +2.50 D และ +5.00 D (โดยทั้งสองกรณีมีการใช้ค่าสายตายาวตามวัย Add ที่ +2.00 D เท่ากัน) จะเห็นว่า กรณี +2.50 D ขนาด CVD ไม่ได้ส่งผลมากนัก แต่ถ้าเกิดว่าเป็นค่าสายตา +5.00 D ผลกระทบจะมากขึ้น

 

ระยะห่างกับกำลังขยาย

แต่กระนั้นก็ตาม CVD ในบริบทนี้ไม่ได้เกี่ยวกับ video (เด็กยุค netflix ไม่น่าเข้าใจมุก) แต่เกี่ยวข้องกับกำลังขยายของเลนส์โดยตรง ยิ่งแว่นห่างตา กำลังขยายจะมากขึ้น ทำให้ distortion ด้านข้างที่เป็นพื้นที่ภาพบิดเบือนถูกขยายให้ดูเหมือนว่ามีภาพบิดเบี้ยวมากขึ้นได้ด้วย และเลนส์ที่ห่างตา เวลาเรามองหลุดจากแนวเซนเตอร์ เราก็จะเจอภาพบิดเบือนได้ง่ายด้วยเช่นกัน

ในทางตรงข้าม เลนส์ใกล้ตา ภาพขยายต่ำ ภาพบิดเบือนก็จะดูต่ำไปด้วย ให้ความรู้สึกว่าเลนส์มันดี และยิ่งเลนส์ใกล้ตา การที่เราเหลือบหลุดจากศูนย์กลางไปที่พื้นที่ด้านข้างจะไปได้ไม่ไกล ก็เลยเจอแต่เนื้อชัด ซึ่งเป็นข้อดีคือเราจะไม่ค่อยเจอส่วนที่เป็นภาพบิดเบือนของโปรเกรสซีฟ

 

ระยะห่างกับมุมเหลือบ

แต่เลนส์ที่ใกล้ตามากเกินไปก็ทำให้เหลือบหาระยะอ่านหนังสือได้ยากเช่นกัน (ดูรูปบนซ้ายมือประกอบ) ดังนั้น เลนส์ปกติจะถูกคำนวณ optimize มาให้ใช้งานได้ครบถ้วนที่ระยะมาตรฐาน 12-13 มม.  แต่อย่างไรก็ตาม ตัวแปรที่ว่าเหล่านี้ทั้งหมด ไม่ได้ส่งผลกระทบด้านโครงสร้างต่อเลนส์โปรเกรสซีฟเฉพาะบุคคล (Individual progressive lenses) ที่ถูกคำนวณมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ

 

สรุปใจความสำคัญ (Summary)

 

การดัดแว่นไม่ใช่แค่เรื่องความสบาย แต่เป็นการดัดเพื่อให้พารามิเตอร์ของกรอบแว่น (มุมเท, ความโค้ง, ระยะห่าง) ตรงกับค่าที่โครงสร้างเลนส์ถูกออกแบบมา เพื่อรีดประสิทธิภาพออปติกให้สูงสุด

ความต่างของเทคโนโลยีเลนส์

Conventional / Standard: ใช้ค่าเฉลี่ยมาตรฐาน (มุมเท 9°, ความโค้ง 5°, ห่างตา 12มม.) ถ้ากรอบแว่นจริงใส่แล้วไม่ได้ค่าตามนี้ ประสิทธิภาพและลานสายตาจะดรอปลงอย่างรวดเร็ว (ต่ำกว่า 50%)

Individual Progressive (เช่น Impression B.I.G.): ใช้ True 3D Freeform คำนวณพารามิเตอร์ตามจริงของคนไข้แต่ละคน ทำให้ดึงประสิทธิภาพเลนส์ได้เกือบ 100% เสมอ ไม่ว่ากรอบแว่นจะมีรูปทรงหรือมุมองศาแบบไหน

 

พารามิเตอร์ 4 ตัวหลักที่บั่นทอนประสิทธิภาพเลนส์ (ถ้าคลาดเคลื่อน)

PTA (ความเทหน้าแว่น): ถ้ามุมเพี้ยน แสงตกกระทบผิด มุมมองจะถูกจำกัดทันที

PD (ระยะห่างรูม่านตา): ถ้า Inset ผิดตำแหน่ง ภาพจากตาสองข้างจะไม่ซ้อนทับกัน ทำให้ลานตาแคบ ต้องคอยเอียงคอหาจุดชัด

FFA (ความโค้งหน้าแว่น): ส่งผลรุนแรงที่สุด แค่โค้ง 10 องศาก็ทำให้เลนส์มาตรฐานประสิทธิภาพลดลงเกินครึ่ง เกิด Off-axis aberration รุนแรง

CVD (ระยะห่างกระจกตาถึงเลนส์): ส่งผลต่อกำลังขยายและ Distortion โดยตรง (ยิ่งห่างตายิ่งเจอมุมบิดเบือนง่าย) และมีผลมากในคนที่มีค่าสายตาสูงๆ

หวังว่าจะเป็นความรู้ให้กับท่านที่สนใจ ไม่มากก็น้อย นะครับ

ขอบคุณทุกกำลังใจในการติดตาม 

สวัสดีครับ 

ดร.ลอฟท์ 

Loft Optometry ,578 ถ.วัชรพล ท่าแร้ง บางเขน กทม. 10220

lineID : loftoptometry

www.facebook.com/loftoptometry

www.loftoptometry.com