What’s Hyperopia ?

By Dr.Loft ,O.D.
public : 25 March 2026


ในทางทัศนมาตรศาสตร์ Hyperopia (สายตายาว) ไม่ใช่เพียงแค่ค่าความผิดปกติของจุดรวมแสงที่ตกหลังจอประสาทตา แต่มันคือ Dynamic Condition ที่มีความซับซ้อนสูง เนื่องจากมีตัวแปรสำคัญคือ Amplitude of Accommodation (กำลังการเพ่ง) เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจโครงสร้างของ Hyperopia ได้อย่างถ่องแท้ การใช้ "ซากต้นไม้ในเขื่อน" มาเป็นแบบจำลองให้ง่ายต่อความเข้าใจ เพื่อให้เราสามารถอธิบายให้คนไข้เข้าใจถึงปัญหาสายตายาวเป็นรูปธรรมมากขึ้น นำไปสู่ความร่วมมือของคนไข้ในการจัดการกับปัญหาสายตายาวแต่กำเนิด

 

อุปมา “ซากไม้โสโครกในเขื่อน กับสายตายาวแต่กำเนิด”

ลองจินตนาการถึงการไปเที่ยวเหนือเขื่อนศรีนครินทร์ในฤดูฝนที่น้ำหลากเต็มความจุ เรามองออกไปเห็นเพียงผืนน้ำกว้างใหญ่ สวยงาม ราบเรียบและไร้สิ่งกีดขวาง... แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้ผืนน้ำที่ราบเรียบนั้น มีซากต้นไม้ขนาดใหญ่จมมิดอยู่ใต้น้ำ (เพราะเดิมมันคือผืนป่า)

credit image : https://www.ผันน้ําเขื่อนศรีนครินทร์-กาญจนบุรี.com

เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงฤดูแล้ง ระดับน้ำเริ่มลดลง ซากต้นไม้ที่เคยซ่อนอยู่ก็เริ่มโผล่พ้นผิวน้ำให้เห็นบางส่วน และหากบังเอิญเป็นปีที่แล้งจัดจนน้ำแห้งขอดเขื่อน ซากต้นไม้ต้นเดิมนั้นก็จะเผยความสูงตระหง่านที่แท้จริงออกมาให้เราเห็นทั้งหมด

 

คำถามคือ... ถ้าเราไปตอนที่น้ำยังเต็มเขื่อน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าซากต้นไม้ต้นนั้นสูงยาวแค่ไหน?

ในความเป็นจริง วิธีเดียวที่จะรู้ได้คือต้อง "วิดน้ำออกจากเขื่อนให้หมด" ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง

เช่นกัน สายตายาว (Hyperopia) ก็เปรียบเสมือนซากต้นไม้ใต้น้ำ ระดับน้ำ เปรียบได้กับ กำลังการเพ่งของเลนส์ตา (Accommodation) ซึ่งในช่วงวัยรุ่นที่กำลังเพ่งมีล้นเหลือ (น้ำเต็มเขื่อน) สายตายาวทั้งหมดจะถูกซ่อนไว้มิดชิด ทำให้เราตรวจหาไม่เจอ แต่เมื่ออายุมากขึ้น กำลังเพ่งเริ่มถดถอย (น้ำเริ่มลด) สายตายาวก็จะเริ่มโผล่มาให้เห็นทีละนิด จนกระทั่งถึงวัยที่สูญเสียกำลังการเพ่งไปจนหมด (น้ำแห้งขอด) เราถึงจะได้เห็นค่าสายตายาวที่แท้จริงทั้งหมด (Total Hyperopia) โผล่พ้นน้ำขึ้นมา

ถ้าเราใช้ภาพซากต้นไม้นี้เป็นตัวแทนของ Total Hyperopia (ต้นไม้ทั้งต้น) เราจะสามารถแบ่งส่วนต่างๆ ได้ดังนี้

  • รากที่จมอยู่ใต้โคลน คือ Latent Hyperopia ซึ่งค่าสายตาที่ถูกซ่อนไว้ลึกที่สุด ล็อคไว้ด้วย baseline tone ของ Ciliary muscle ไม่สามารถตรวจเจอได้ด้วยการวัดสายตาปกติ (Subjective refraction) ต้องใช้ "เครื่องขุด" ซึ่งก็คือการหยอดยาคลายกล้ามเนื้อตา (Cycloplegic) เท่านั้นถึงจะดึงส่วนนี้ขึ้นมาให้เห็นได้
     
  • ส่วนที่จมอยู่ในน้ำ (แต่โผล่พ้นโคลนขึ้นมาแล้ว) คือ Facultative Hyperopia  ถ้าน้ำคือ "กำลังการเพ่ง (Accommodation)" ที่คนไข้มี Facultative คือส่วนของต้นไม้ที่ถูกน้ำท่วมมิด แปลว่าคนไข้ยังสามารถออกแรงเพ่งเพื่อชดเชยค่าสายตาส่วนนี้ได้ ทำให้เขายังมองเห็นชัดอยู่ แต่ต้องแลกมาด้วยอาการล้าจากการทำงานหนักของกล้ามภายในเนื้อตา
     
  • ส่วนที่โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา คือ Absolute Hyperopia คือส่วนที่กำลังการเพ่ง (ระดับน้ำ) ของคนไข้มีไม่พอที่จะกลบหรือชดเชยได้อีกต่อไป ต้นไม้ส่วนนี้โผล่พ้นน้ำขึ้นมาอย่างชัดเจน ส่งผลให้คนไข้มีอาการตามัว มองเห็นไม่ชัดเจนทั้งไกลและใกล้
     
  • ส่วนของต้นไม้ทั้งหมดที่อยู่เหนือโคลน (พ้นน้ำ + จมในน้ำ) คือ Manifest Hyperopia หากเรา "วิดน้ำออก" (ด้วยการใส่เลนส์บวกเข้าไปเรื่อยๆ (fogging) เพื่อให้คนไข้คลายการเพ่ง) เราก็จะเห็นต้นไม้ส่วนที่อยู่เหนือโคลนทั้งหมด ซึ่ง Manifest Hyperopia ก็คือผลรวมของ Absolute + Facultative นั่นเองครับ (ค่าสายตาที่ตรวจพบได้จากการทำ Subjective refraction โดยไม่หยอดยา)

เส้น Manifest Hyperopia เป็นเส้นที่ครอบคลุมทั้งส่วนพ้นน้ำและใต้น้ำเหนือโคลนขึ้นมา อุปมาว่า "แม้เราจะมองไม่เห็นส่วนที่จมน้ำ (Facultative) ในตอนแรก แต่เราสามารถใช้เทคนิคทางคลินิกเช่นการ fogging เพื่อ 'วิดน้ำ' ออกมาให้เห็นเป็นส่วนของ Manifest ได้”

 

ดังนั้น เราจึงแบ่งกลุ่ม hyperopia ทางคลินิกได้ดังนี้คือ

Manifest Hyperopia = Absolute + Facultative
คือ ความยาวของต้นไม้ "ทั้งหมดที่อยู่เหนือโคลน" ซึ่งเป็นค่าสายตาที่เราสามารถหาเจอได้จากการตรวจวัดสายตาปกติ (Subjective Refraction)

Total Hyperopia = Manifest + Latent 
คือ คือความยาวของต้นไม้ "ทั้งต้น" ตั้งแต่ยอดจนถึงรากที่ฝังลึกที่สุด (ในเด็กอาจต้องใช้ยาคลายกล้ามเนื้อช่วยในการตรวจ)

 

Case Study

ตุ๊กตา Case Study มาให้ 3 แบบ เรียงตามช่วงอายุและกำลังการเพ่ง (Accommodation) เพื่อให้เห็นภาพระดับน้ำที่ลดลงและส่งผลต่อสัดส่วนของต้นไม้แต่ละส่วน

 

เคสแรก : วัยรุ่นพลังเพ่งเหลือ (น้ำลึกท่วมต้นไม้มิด)

ข้อมูลคนไข้: อายุ 20 ปี มาด้วยอาการปวดหัว กระบอกตาล้า (Asthenopia) เวลาอ่านหนังสือหรือจ้องคอมพิวเตอร์นานๆ แต่มองไกลชัดเจนดี (VA 20/20)

  • Total Hyperopia (ต้นไม้ทั้งต้น): +3.00 D
  • Latent Hyperopia (รากใต้โคลน): +0.50 D (ซ่อนอยู่ ต้องหยอดยา Cycloplegic ถึงจะเจอ)
  • Manifest Hyperopia (ต้นไม้เหนือโคลน): +2.50 D (ตรวจเจอจากการทำ Subjective Refraction ปกติ)
    • Facultative (ส่วนที่จมอยู่ในน้ำ): +2.50 D
    • Absolute (ส่วนที่พ้นน้ำ): 0.00 D

Discussion : คนไข้เคสนี้เหมือนมี "ระดับน้ำ" (กำลังการเพ่ง) ที่สูงและลึกมาก น้ำจึงท่วมต้นไม้ส่วนที่พ้นโคลนขึ้นมาจนมิด (Facultative ล้วนๆ) ทำให้ไม่มีส่วนไหนโผล่พ้นผิวน้ำเลย (ไม่มี Absolute) คนไข้จึงมองไกลได้ชัดเจน แต่กล้ามเนื้อตา (Ciliary muscle) ต้องออกแรง "กลั้นหายใจใต้น้ำ" อยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดอาการปวดตานั่นเอง

 

เคสสอง : วัยทำงานที่ระดับน้ำเริ่มลดลง (ต้นไม้เริ่มปริ่มน้ำ)

ข้อมูลคนไข้: อายุ 38 ปี เริ่มบ่นว่ามองไกลไม่ค่อยคมชัดเหมือนเมื่อก่อน (VA 20/30) และมองใกล้มีอาการพร่ามัวเร็วมาก ต้องพยายามยืดแขนออกเล็กน้อย

  • Total Hyperopia (ต้นไม้ทั้งต้น): +3.50 D
  • Latent Hyperopia (รากใต้โคลน): +0.50 D
  • Manifest Hyperopia (ต้นไม้เหนือโคลน): +3.00 D 
    • Facultative (ส่วนที่จมอยู่ในน้ำ): +2.00 D (กำลังการเพ่งที่เหลืออยู่ พอจะชดเชยได้แค่นี้)
    • Absolute (ส่วนที่พ้นน้ำ): +1.00 D (ส่วนที่เพ่งไม่ไหวแล้ว)

Discussion : เมื่ออายุมากขึ้น ระดับน้ำเริ่มลดลง (กำลังการเพ่งถดถอย) น้ำจึงไม่สามารถท่วมต้นไม้ได้มิดอีกต่อไป ทำให้มีต้นไม้บางส่วน "โผล่พ้นน้ำ" ขึ้นมา (+1.00 D Absolute) ส่งผลให้คนไข้เริ่มมองไกลมัวลง และส่วนที่ยัง "จมอยู่ในน้ำ" (+2.00 D Facultative) ก็ดึงพลังงานกล้ามเนื้อตาไปจนหมด ทำให้เหลือแรงไปดูใกล้ได้น้อยลงมาก

 

เคสสาม : วัยผู้ใหญ่ที่น้ำแห้งขอด (ต้นไม้โผล่พ้นน้ำทั้งต้น)

ข้อมูลคนไข้: อายุ 55 ปี มองไกลก็มัวมาก มองใกล้ก็อ่านหนังสือไม่ได้เลย ต้องพึ่งแว่นสายตาตลอดเวลา

  • Total Hyperopia (ต้นไม้ทั้งต้น): +3.00 D
  • Latent Hyperopia (รากใต้โคลน): 0.00 D (เมื่ออายุมาก โทนกล้ามเนื้อตาคลายตัวหมด รากจึงถูกดันขึ้นมาเหนือโคลน)
  • Manifest Hyperopia (ต้นไม้เหนือโคลน): +3.00 D
    • Facultative (ส่วนที่จมอยู่ในน้ำ): 0.00 D (ไม่มีกำลังการเพ่งเหลือไปชดเชยสายตามองไกลแล้ว)
    • Absolute (ส่วนที่พ้นน้ำ): +3.00 D

Discussion : ในเคสนี้ ระดับน้ำแห้งขอดลงจนหมด (Loss of Accommodation) ทำให้ต้นไม้ทั้งต้นที่เคยจมอยู่ โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาตระหง่านอย่างชัดเจน (Absolute ล้วนๆ) คนไข้ไม่สามารถเพ่งเพื่อช่วยให้ภาพชัดได้อีกต่อไป การจ่ายเลนส์บวกคือการตัดเอาปัญหา(ตอไม้) ออก การมีน้ำหรือไม่มีน้ำจึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

 

คำถามที่สำคัญที่สุดในทางทัศนมาตรคลินิกคือ: “เราควรตัดซากต้นไม้นี้ออกเท่าไหร่?"

บางสำนักสอนว่า “ถ้าน้ำยังดี (ยังมีแรงเพ่ง) ก็ปล่อยซากต้นไม้นั้นไว้ใต้น้ำ ไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับมัน ถ้าน้ำลดจนตอโผล่เมื่อไหร่ ก็ค่อยงมลงไปตัดเฉพาะส่วนที่โผล่พ้นน้ำออกมา รอน้ำแห้งสนิทแล้วค่อยตัดทิ้งทีเดียว”

ความสงสัยของลูกศิษย์คือ "ไม้โสโครกใต้น้ำ แม้จะมองไม่เห็น แต่มันไม่อันตรายจริงๆ หรือ?" ถ้ามีเรือแล่นมาชนตอไม้ใต้น้ำ เรือจะแตกหรือไม่?  ถ้ามีคนกระโดดลงไปเล่นน้ำแล้วกระแทกตอไม้ จะบาดเจ็บหรืออันตรายถึงชีวิตหรือไม่? แม้แต่คนตกปลา เบ็ดก็ยังอาจไปพันรากไม้จนคันเบ็ดเสียหายได้

สายตายาวที่ถูกเลนส์ตาเพ่งซ่อนเอาไว้ (Facultative/Latent Hyperopia) ก็เช่นกัน ในเมื่อการปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับระบบการมองเห็นเลย ในทางกลับกัน การเอาออกก็ไม่มีข้อเสียใดๆ สิ่งเดียวที่ทำให้หลายคนเลือกที่จะ "ไม่เอาออก" คือ ความไม่รู้ว่าตอไม้นั้นลึกแค่ไหน จึงทำได้แค่ "เล็มปลายยอด" ที่โผล่พ้นผิวน้ำออกมาเท่านั้น (เพราะไม่เคยหยิบ retinoscope ขึ้นมาส่อง) พอน้ำลด ตอโผล่ใหม่ ก็เรียกคนไข้มาเล็มยอดกันใหม่ ทำแบบนี้วนลูปไปเรื่อยๆ...

ฟังดูเหมือนจะเป็นการดูแลรักษาที่ดี(ต่อร้านขายแว่นเพราะได้ขายแว่นบ่อยๆ)ใช่ไหม ? แต่สำหรับคนไข้แล้ว การต้องมาคอย "เสียค่าเล็มกิ่ง" บ่อยๆ ไม่ใช่เรื่องสนุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้านั่นคือเลนส์โปรเกรสซีฟคู่ละหลายหมื่นบาท การต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยๆทุกปี เพื่อตามแก้ตอไม้ที่โผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นภาระที่หนักหนา แต่แน่นอนว่าในมุมของ "สายพาณิชย์" อาจจะชอบแนวทางนี้ เพราะคนไข้ต้องกลับมาซื้อแว่นใหม่รอบแล้วรอบเล่า ทนรวยกันไม่ไหว 

 

ปรัชญาการทำงานแบบ “เจ็บแต่จบ"

จุดแตกหักของเรื่องนี้อยู่ที่มุมมองในการรักษา ตามแต่ครูบาอาจารย์แต่ละสำนักจะสั่งสอนกันมา แต่สำหรับแนวทางของผมคือ “เจ็บแต่จบ"

ถ้าจะต้องตัดต้นไม้ ผมเลือกที่จะดำลงไปตัดให้ลึกถึงระดับผิวโคลน เพื่อถอนรากถอนโคนปัญหาไม่ให้มันสร้างอันตรายหรือรบกวนการใช้ชีวิตของคนไข้ได้อีก รอน้ำแห้งสนิทจริงๆ แล้วค่อยขุดรากที่เหลือออกมาทำฟืน

ในเชิงคลินิก เคสสายตายาวที่มีการซ่อนเร้นลักษณะนี้ ถ้าเราแก้ปัญหาได้ตรงจุด ตัดตอไม้ทิ้งไปจนหมด คนไข้ก็จะสามารถใช้งานเลนส์คู่ใจไปได้ยาวๆ ไม่ต้องมาคอยเปลี่ยนแว่นตามค่าเพ่งที่ลดลง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้คนไข้ได้มาก

 

ยาวแก้ยาก ! จริงไหม ?

ความยากง่ายในการแก้ไขปัญหาสายตาแต่ละแบบนั้นไม่เหมือนกัน 

สายตายาว (Hyperopia) - "ภัยเงียบใต้ผืนน้ำ กับ ภารกิจดำน้ำทะลวงโคลน”


จากภาพเราจะเห็นซากตอไม้ขนาดใหญ่ที่จมมิด หรือโผล่พ้นน้ำมาแค่ปลายยอดเล็กน้อย ผิวน้ำดูราบเรียบสงบ แต่เบื้องล่างนั้นรากไม้ยึดเกาะแน่นลึกลงไปในชั้นโคลนทึบ ไฮไลต์ของภาพนี้คือ "ช่างตัดไม้" ไม่ได้ยืนสบายๆ อยู่บนฝั่ง (เหมือนช่างแก้สายตาสั้น) แต่ต้องสวมชุดประดาน้ำ ดำดิ่งลงไปพร้อมเลื่อยมือเพื่อพยายามตัดลำต้นที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้

ความหมายเชิงคลินิก (Clinical Correlation):

ภาพนี้สะท้อนกระบวนการตรวจวินิจฉัยและจ่ายเลนส์แก้ไขสายตายาว (Hyperopia) ที่ละเอียดอ่อนและท้าทายที่ต้องเผชิญกว่าสายตาชนิดอื่น

1. ผิวน้ำที่ลวงตา (The 20/20 Illusion)

ปริมาณน้ำในเขื่อน คือ "กำลังการเพ่ง (Accommodation)" ในคนไข้ที่อายุน้อยหรือกำลังเพ่งยังดี น้ำจะท่วมซากต้นไม้จนมิด (Facultative Hyperopia)  เมื่อเรามองจากผิวน้ำ ทุกอย่างดูปกติ คนไข้มองไกลได้ชัดเจนถึง 20/20 เครื่องวัดสายตาคอมพิวเตอร์ (Autorefractor) มักจะโดนหลอกและอ่านค่าออกมาเป็น 0.00 หรือติดลบหลอกๆ ด้วยซ้ำ แต่ภายใต้ความชัดเจนนั้น "ระบบกล้ามเนื้อตา (Ciliary Muscle)" ต้องออกแรงว่ายน้ำตีขาอยู่ตลอดเวลาเพื่อรักษาระดับน้ำไม่ให้ตอไม้โผล่ สิ่งที่ตามมาคืออาการ Asthenopia (ปวดหัว, ปวดกระบอกตา, ล้าเมื่อดูใกล้, สู้แสงไม่ได้)

 

2. โครงสร้างของตอไม้ที่ซ่อนอยู่

ยอดพ้นน้ำ (Absolute Hyperopia): ส่วนที่คนไข้หมดแรงเพ่งแล้วจริงๆ ถึงจะยอมโผล่มาให้เห็น เป็นส่วนที่ทำให้ภาพมัว สายพาณิชย์ทั่วไปมักจะเห็นและตัดแค่ส่วนนี้

ลำต้นใต้น้ำ (Facultative Hyperopia): ส่วนที่คนไข้ยังฝืนเพ่งชดเชยได้อยู่ นี่คือเป้าหมายหลักที่ทัศนมาตรต้องดำน้ำลงไปหาให้เจอ

รากในโคลน (Latent Hyperopia): ถูกล็อกตายด้วย Ciliary Tone ธรรมชาติ ไม่สามารถวิดน้ำออกได้ด้วยการตรวจปกติ ต้องใช้ยาหยอดคลายกล้ามเนื้อตา (Cycloplegic) เพื่อขุดรากถอนโคนขึ้นมาดูเท่านั้น

 

3. แอคชั่นของนักประดาน้ำ: ปรัชญา "เจ็บแต่จบ"  (Full Correction)

ช่างประดาน้ำในภาพ คือตัวแทนของทัศนมาตรที่กำลังทำ Subjective Refraction แบบ Pushing Plus หรือการทำ Fogging เพื่อบังคับให้คนไข้คลายการเพ่ง (วิดน้ำออก)

ทำไมต้องดำลงไปตัด? ถ้าเราทำงานง่ายๆ แบบสายพาณิชย์ เราก็แค่ยืนบนฝั่ง เล็มเฉพาะยอดที่โผล่พ้นน้ำมานิดหน่อย คนไข้ใส่ปุ๊บชัดปั๊บ สบายตาเดินออกจากร้านได้เลย... แต่พอน้ำลด (อายุเพิ่มขึ้น แรงเพ่งลด) ตอไม้ก็ผุดขึ้นมาทิ่มแทงใหม่ คนไข้ก็ต้องกลับมาเสียเงินตัดแว่นใหม่ทุกปี

เจ็บแต่จบ: การดำดิ่งลงไปใช้เลื่อยตัดให้ลึกถึงชั้นโคลน (การจ่าย Full Manifest Hyperopia หรือจ่ายเลนส์บวกให้มากที่สุดที่คนไข้ยังรับได้โดยภาพไม่มัว) คือการบังคับให้ระบบกล้ามเนื้อตาที่เคยชินกับการเกร็งตัวมาทั้งชีวิต "ต้องคลายตัวออก"

แน่นอนว่าช่วงแรกคนไข้จะรู้สึก "เจ็บ" (อาจมีอาการภาพลอย, มัวเล็กน้อยเวลาเพ่งสู้, หรือปวดตาจากการที่กล้ามเนื้อพยายามคลายตัวจากที่ถูกบังคับให้เพ่งเป็นเวลายาวนานหลายปี) เพราะตอไม้มันถูกหั่นออกไปอย่างฉับพลัน ระบบน้ำเลยรวนจากความคุ้นชินไปชั่วขณะ แต่เมื่อคนไข้ยอมแพ้และปล่อยให้เลนส์ทำงานแทน (Adaptation) มันคือการ "จบ" ปัญหาอย่างแท้จริง คนไข้จะได้ระบบการมองเห็นที่ผ่อนคลาย เสถียร และแว่นคู่นั้นจะอยู่กับเขาไปได้ยาวนานคุ้มค่าตัวเลนส์

สายตาเอียง (Astigmatism): "ความซับซ้อนของกิ่งก้าน"

ภาพแสดงซากต้นไม้ที่มีโครงสร้างซับซ้อน กิ่งก้านบิดเบี้ยวชี้ไปคนละทิศทาง บางกิ่งพุ่งสูงขึ้นไปเหนือน้ำ และบางกิ่ง/ราก ทิ่มแทงลึกลงไปใต้น้ำ การจะจัดการต้นไม้นี้ต้องใช้ช่างสองคนทำงานประสานกัน คนหนึ่งต้องปีนขึ้นไปตัดกิ่งที่อยู่เหนือน้ำ ส่วนอีกคนต้องใส่ชุดประดาน้ำดำลงไปตัดกิ่งที่อยู่ลึกใต้น้ำ

 

ในเชิงคลินิก (Clinical Correlation):

กำลังหักเหที่ไม่สมมาตร (Meridional Difference) : ต้นไม้ที่กิ่งก้านชี้ไปคนละทิศทาง เปรียบเสมือนกระจกตา (Cornea) หรือเลนส์ตาที่มีความโค้งไม่เท่ากันในแต่ละแกน (Meridian) ทำให้แสงที่เข้าสู่ดวงตาไม่สามารถรวมเป็นจุดโฟกัสเดียวได้ ภาพจึงดูยืดย้วย ซ้อนทับ หรือมีเงา

กึ่งจมกึ่งลอย (Mixed Conditions) : กิ่งที่อยู่ "เหนือน้ำ" เปรียบเสมือนแกนสายตาที่มีภาวะสั้น (Myopic meridian) ในขณะที่กิ่งที่จม "ใต้น้ำ" เปรียบเสมือนแกนสายตาที่มีภาวะยาว (Hyperopic meridian) ซ่อนอยู่ (เช่น ในเคส Mixed Astigmatism)

การดิ้นรนของเลนส์ตา: เมื่อกิ่งไม้อยู่ต่างระนาบกัน ระบบการเพ่งของตา (น้ำในเขื่อน) จะเกิดความสับสน มันอาจจะพยายามกระเพื่อมน้ำขึ้นลงเพื่อพยายามโฟกัสกิ่งใดกิ่งหนึ่งให้ชัด หรือพยายามหาจุดกึ่งกลาง (Circle of least confusion) ทำให้กล้ามเนื้อตาต้องทำงานหนักตลอดเวลา นำไปสู่อาการปวดหัว ปวดตา และทนแสงจ้าไม่ค่อยได้

การจัดการที่ต้องอาศัยศิลปะและความแม่นยำ: การแก้สายตาเอียงไม่สามารถใช้เลื่อยตัดแนวราบรวดเดียวจบแบบสายตาสั้นได้ แต่ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางคือ เลนส์ทรงกระบอก (Cylindrical Lens) ซึ่งเปรียบเสมือนการสั่งการช่างสองคนให้ทำงานในระนาบที่ต่างกัน ผู้ตรวจต้องกำหนดทั้ง "กำลังเลนส์ (Power)" ว่าจะต้องตัดกิ่งไม้นั้นลึกแค่ไหน และ "องศาแกนเอียง (Axis)" ว่ากิ่งไม้นั้นชี้ไปในทิศทางใด เพื่อดัดและจัดระเบียบโครงสร้างแสงทั้งหมดให้กลับมารวมเป็นจุดเดียวบนจอประสาทตาอย่างสมบูรณ์

 

สายตาสั้น (Myopia) -"งานหมูบนเนินดิน"


ภาพแสดงช่างกำลังตัดไม้ยืนอยู่อย่างมั่นคงบนเนินดินที่แห้งแล้ง ถือเลื่อยยนต์ตัดซากต้นไม้ที่ตระหง่านอยู่เหนือน้ำอย่างชัดเจน ระดับน้ำในเขื่อนอยู่ต่ำกว่าฐานของต้นไม้มาก ไม่มีส่วนใดของต้นไม้ที่สัมผัสกับน้ำเลย

 

ในเชิงคลินิก (Clinical Correlation) 

น้ำท่วมไม่ถึง (No Accommodative Effect) : ต้นไม้ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำ เปรียบเสมือนจุดโฟกัสที่ตก "ก่อน" ถึงจอประสาทตา ไม่ว่าเขื่อนจะพยายามสูบน้ำเข้ามาเต็มพิกัด (ดวงตาพยายามออกแรงเพ่ง หรือ Accommodate อย่างหนัก) น้ำก็ไม่มีวันท่วมถึงโคนต้นไม้ได้ หมายความว่า คนไข้สายตาสั้นไม่สามารถใช้กำลังการเพ่งมาช่วยให้ตัวเองมองไกลชัดขึ้นได้เลย ยิ่งเพ่งก็ยิ่งมัว

Fact : (Total = Manifest): ต้นไม้ทั้งต้นเปิดเผยให้เห็นความสูงที่แท้จริงตั้งแต่แรก ไม่มีส่วนไหนซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำหรือใต้โคลน (ไม่มี Latent หรือ Facultative) สิ่งที่คุณตรวจเจอจากการทำ Subjective Refraction ปกติ คือค่าสายตาที่แท้จริงทั้งหมดของคนไข้

การจัดการตรงไปตรงมา: การแก้ไขปัญหาสายตาสั้นจึงเป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมาที่สุด แค่ประเมินความสูงของต้นไม้ แล้วใช้เลื่อย (Spherical Minus Lens) ตัดฉับเดียวให้พอดีกับตอที่ตาเห็น ภาพก็ชัดเจนทันที นี่คือเหตุผลที่งานแก้สายตาสั้นทั่วไปถึงทำได้ง่าย ก๊อปปี้ค่าสายตาเดิมไปทำแว่นใหม่ก็มักจะไม่ค่อยพลาด เพราะมันไม่มี "ตอไม้ใต้น้ำ" ให้ต้องกังวล

แต่ความจริงที่จริงยิ่งกว่าคือ เห็นชัดกันขนาดนี้ ก็ยังจะทำผิดๆถูกๆ ยังจะ over minus เพราะอ้างเรื่องคนไข้ชินกับแว่นเก่าอันอยู่อีก หรือ บางก็ over minus เพราะเกาะค่าจาก auto-refractometer อยู่ตลอด


Discussion 

ในความคิดส่วนตัว อุปสัคสำคัญที่คนส่วนใหญ่ fail ในการแก้ hyperopia คือ ไปมีความเชื่อฝังหัวว่า “กลัวคนไข้ไม่ชัด” พอไปตั้งลำอคติที่ความชัด เช่นมีความคิดผิดๆว่า “คนไข้ชินกับการเพ่ง ก็ให้เขาชินต่ออย่าไปแก้ เดี๋ยวไม่ชัด” พอมันเกิดความคิดนี้มาก กรรมที่เกิดขึ้นคือ under plus ให้คนไข้ แล้วอาการก็จะเป็นอย่างเคสที่ยกมาในหนังสือนี่แหล่ะ

แต่สิ่งที่นักขายกลัวคือ การ full correction คนไข้ hyperopia ในช่วงแรกนั้น คนไข้มักจะ complain ว่ามองไกลไม่ค่อยใช้ แม้ว่า VA จะดีระดับ 20/15 ก็ตาม (ซึ่งก็มักจะเป็นอย่างนั้น) ซึ่งความจริงแล้ว การปล่อยให้คนไข้เพ่ง ก็ไม่ได้ทำให้คนไข้เห็นดีกว่า 20/15 เพียงแต่ค่าสายตาที่ under plus มันจะมีความดำและตัวเล็กกว่าเท่านั้นเอง พออธิบายให้คนไข้เข้าใจไม่ได้ ก็เลยไม่กล้าที่จะ full correction นั่นเอง

ดังนั้นความท้าทายคือ จะอธิบายอย่างไรให้คนไข้เข้าใจ แต่ถ้าอธิบายแล้วคนไข้ยังเลือกที่อยากจะเพ่ง และ ยอมรับการแก้ไขปัญหาแบบ เล็มปลาย!  พร้อมระบบ binnocular function ที่รวน อันนี้ ก็ต้องปล่อยไป บางเรื่องก็ กัมมุนา วัตตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ใครจะมาแก้กรรมให้ก็คงลำบาก ก็ต้องให้ปัญญาเขาเกิดได้ตัวเขาเอง

ก็หวังว่า content เรื่องนี้ จะทำให้ท่านที่สนใจ ได้เข้าใจและเห็นภาพของปัญหาสายตายาวแต่กำเนิดมาขึ้น ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คนที่มีสายตายาวแต่กำเนิด จะไม่ถูกทอดทิ้งให้ใส่เลนส์​ blue cut แก้ปวดหัวแบบที่เป็นๆกันอยู่

บทความเรื่องนี้จะเป็น คอนเทนต์เรียกน้ำย่อย เพื่อจะไปต่อที่  Refractive Management of Ametropia สำหรับ EP 3 : Hyperopia เร็วๆนี้ 

ขอบคุณทุกท่านสำหรับการติดตาม 

ดร.ลอฟท์ O.D. 


ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้องกับสายตายาว ที่ผมได้เคยเขียนไว้

หมวดที่ 1: ทฤษฎี ความเข้าใจผิด และการจำแนกประเภท (Lectures & Concepts)

บทความกลุ่มนี้เน้นการปูพื้นฐานและแก้ความเข้าใจผิดที่ฝังรากลึกเกี่ยวกับสายตายาว

90 % ยังเข้าใจผิดว่า "สายตายาว" กับ "สายตาชรา" เป็นเรื่องเดียวกัน

https://www.loftoptometry.com/Eyecare/viewcase/34/2

สายตายาว เกิดขึ้นได้ทุกวัย ไม่ใช่เฉพาะในผู้สูงอายุ

https://www.loftoptometry.com/Eyecare/viewcase/36/2

สายตายาว...ไม่ใช่สายตาของผู้สูงอายุ แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้ในทุกวัย**

http://www.loftoptometry.com/Eyecare/viewcase/44/2

สายตายาวในคนสูงอายุเทียม (Pseudo-Presbyopia)

https://www.loftoptometry.com/.../view/ocular_anatomy/13

Loft Optometry Lecture 6 : การจำแนกสายตายาว โดยระบบ accommodation

https://www.loftoptometry.com/Eyecare/viewcase/81/11

หมวดที่ 2: กรณีศึกษาทางคลินิก (Clinical Case Studies)

ตัวอย่างกรณีศึกษาสายตายาว ตอนที่ 1 (Hyperopia Case Study EP.1)

https://www.loftoptometry.com/eyecare/view/ocular_anatomy/22

กรณีศึกษาเคสสายตายาว ตอนที่ 2 (Hyperopia Case Study EP.2)

http://www.loftoptometry.com/eyecare/view/ocular_anatomy/23

กรณีศึกษาปัญหาสายตายาว ตอนที่ 4 (Hyperopia Case Study EP.4) - เคสสายตาสั้นเทียม (Pseudomyopia)*

https://www.loftoptometry.com/eyecare/view/ocular_anatomy/25

Case Study 6 : การจัดการปัญหาสายตาคนแก่ + สายตายาว + เหล่ซ่อนเร้นแบบ hyperphoria ด้วยเลนส์โปรเกรสซีฟ**

https://www.loftoptometry.com/Eyecare/viewcase/61/12

Case Study 11 : สายตาเปลี่ยนทุกปี ปกติดีหรือเปล่า ???? (เคสจ่าย Under plus แล้วมีปัญหาต่อเนื่อง)

https://www.loftoptometry.com/Eyecare/viewcase/69/12

Case Study 57 : สายตายาวแต่กำเนิดแล้วเกิดในผู้สูงอายุ..เรื่องเลยยาวว

https://www.loftoptometry.com/Eyecare/viewcase/144/12

#LoftOptometry #สายตายาวแต่กำเนิด #Hyperopia #ทัศนมาตรศาสตร์ #เลนส์โปรเกรสซีฟ #ปัญหาสายตา

contact 

Loft Optometry , 578 ถ.วัชรพล แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. 10220
lineID : loftoptometry 
mobile : 0905536554
facebook: www.facebook.com/loftoptometry