
Case Study of Hyperopia
คนไข้ชาย อายุ 35 ปี เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต้นไม้ (Arborist) มาตรวจตาตามรอบปกติ มีประวัติเคยใส่แว่นเฉพาะเวลามองใกล้ตอนอายุ 32 แต่ทำแว่นหายไปเมื่อ 3 เดือนก่อน คนไข้แจ้งว่าการมองไกลยังชัดเจนดี แต่จะรู้สึกไม่สบายตา (Asthenopia) เวลาอ่านหนังสือหรือทำงานใกล้เป็นเวลานานโดยไม่มีแว่น
|
รายการตรวจ |
ข้อมูลที่ตรวจพบ (OD / OS) |
|
Habitual VA (6 m) |
OD: 20/25 , OS: 20/25 |
|
Habitual VA (40 cm) |
OD: 20/20 , OS: 20/20 |
|
Cover Test |
Distance: ortho, Near: ortho' |
|
Stereo Acuity (40 cm) |
70 seconds (Randot) |
|
Retinoscopy |
OD: plano -0.75 x 180, |
|
Subjective Refraction (SRx) |
OD: +1.00 -1.00 x 10 (20/15) |
|
Phoria (6 m) |
1 XP |
|
Phoria (40 cm) |
5 XP' |
|
NRA/PRA |
+2.50 / -2.00 |
|
Trial Frame |
Clear and comfortable at both distance and near. |
1.Simple hyperopic astigmatism (with-the-rule) OD and compound hyperopic astigmatism (with-the-rule) OS.
Rx: OD +1.00 -1.00 x 10
OS +1.00 -0.75 x 165
เลนส์กระจกชั้นเดียวเปลี่ยนสี ( photochromic single vision lens )
แนะนำให้คนไข้ใส่แว่นตลอดเวลาทั้งดูใกล้และมองไกล นัดตรวจใหม่อีก 2 ปีข้างหน้า
สองปีถัดมา P.C. บอกว่าใส่แว่นตลอดเวลามาตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา การมองเห็นในระยะไกลยังคงดีโดยไม่ต้องใส่แว่น แต่ใส่แว่นบ่อยขึ้นเนื่องจากมีงานที่ต้องมองใกล้มากขึ้นและความสะดวก
|
รายการตรวจ |
ข้อมูลที่ตรวจพบ (OD / OS). |
|
Habitual VA (with old Rx) |
OD: 20/15 (6 m |
|
Retinoscopy |
OD: +2.25 -1.00 x 10 |
|
SRx |
OD: +2.00 -1.00 x 10 (20/15) |
คนไข้กลับมาตรวจอีกครั้ง ตอนอายุ 39ปี ซึ่งไม่ได้มีปัญหาอะไรกับค่าสายตาเดิม
|
รายการตรวจ |
ข้อมูลที่ตรวจพบ (OD / OS) |
|
Habitual VA (6 m) |
OD: 20/20, OS: 20/15 |
|
Habitual VA (40 cm) |
OD: 20/25 with +2.00 -1.00 x 10 |
|
Retinoscopy |
OD: +2.75 -0.75 x 10 |
|
SRx |
OD: +2.50 -1.00 x 10 (20/15) |
คนไข้กลับมาอีกครั้งตอนอายุ 43 ปี ด้วยอาการ มองไกลยังคงชัดอยู่ แต่ระยะใกล้บางทีก็ชัดบางทีก็มัว และ มักเป็นหลังจากที่ดูใกล้ไปสักระยะหนึ่ง (ประมาณ 20 นาที) ก็จะเริ่มมีอาการ
|
รายการตรวจ |
ข้อมูลที่ตรวจพบ (OD / OS) |
|
Habitual VA (6 m) |
OD: 20/15 |
|
Habitual VA (40 cm) |
OD: 20/30 with +2.50 -1.00 x 10 |
|
Retinoscopy |
OD: +2.50 -1.00 x 10 |
|
SRx |
OD: +2.50 -1.00 x 10 (20/15) |
|
Tentative Add (40 cm) |
+1.00 D (20/20) |
|
NRA/PRA (w/ Add) |
+0.75 / -0.50 |
|
Range of Clear Vision |
25 cm จนถึงระยะสุดแขนด้วยเลนส์ +1.00 D add |
อาการสำคัญของ P.C. ในการตรวจครั้งแรกตอนอายุ 32 ปี คือ รู้สึกไม่สบายตาเวลาเพ่งมองใกล้ ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ทั่วไปในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นที่มีภาวะสายตายาว (Hyperopia) ซึ่งคนไข้กลุ่มนี้หากไม่ได้รับการแก้ไขสายตา เลนส์แก้วตาจะมีภาระในการเพ่ง (Accommodative demand) ที่ระยะใกล้สูงกว่าคนที่มีสายตาปกติ เนื่องจากต้องออกแรงเพ่งเพื่อชดเชยทั้งระยะการทำงานและค่าสายตายาวมองไกลที่มีอยู่
สำหรับการมองไกลนั้น หากกำลังการเพ่ง (Amplitude of accommodation) มีมากพอที่จะชดเชยค่าความผิดปกติของสายตายาวได้ คนไข้ก็จะยังมองเห็นได้ชัดเจนโดยไม่ต้องใส่แว่นแก้ไข
ในกรณีของ P.C. เราไม่ทราบค่าสายตาเดิมของเขาเนื่องจากคนไข้ทำใบสั่งแว่นหายไปก่อนที่จะมาตรวจตอนอายุ 35 ปี ผลการวัดสายตาตอนอายุ 35 ปีพบว่ามีสายตายาว +1.00D ร่วมกับสายตาเอียงแบบตามแกนองศาปกติ (With-the-rule astigmatism) ซึ่งสอดคล้องกับอาการไม่สบายตาเมื่อมองใกล้ รวมถึงระดับการมองเห็นตาเปล่าที่ 20/25 สำหรับระยะไกล และ 20/20 สำหรับระยะใกล้ โดยการที่ระดับการมองไกลลดลงมาเล็กน้อยเป็น 20/25 นี้น่าจะเป็นผลมาจากสายตาเอียงมากกว่าที่จะเกิดจากสายตายาว
เมื่ออ้างอิงจากตารางของ Donders กำลังการเพ่งที่คาดหวังของ P.C. ในช่วงอายุนี้คือ 5.50D ซึ่งเพียงพอที่จะชดเชยสายตายาวและทำให้เขามองไกลได้ชัดเจนโดยไม่ต้องพึ่งแว่น อย่างไรก็ตาม ค่าสายตายาว +1.00D เมื่อรวมกับระยะการทำงานที่ 40 ซม. ที่มีความต้องการการเพ่งเพิ่มอีก 2.50D ทำให้คนไข้จำเป็นต้องออกแรงเพ่งรวมถึง 3.50D และด้วยกำลังการเพ่งที่มีอยู่เพียง 5.50D แต่ต้องใช้ถึง 3.50D จึงคาดการณ์ได้ว่าคนไข้จะมีอาการตาล้า (Asthenopic symptoms) เพราะโดยทั่วไปแล้วคนไข้จะรู้สึกสบายตาก็ต่อเมื่อใช้กำลังการเพ่งไม่เกินครึ่งหนึ่งของกำลังที่มีอยู่ทั้งหมด (หรือ supply ควรมีไม่น้อยกว่า 2x ของ demand)
ผลการตรวจด้วยเรติโนสโคป (Static retinoscopy)
ในการตรวจครั้งแรกพบค่าสายตายาวน้อยกว่าที่ตรวจได้จากการวัดสายตาแบบที่คนไข้ต้องตอบสนอง (Subjective refraction) ซึ่งสำหรับการวัดสายตาแบบไม่หยอดยา (non-cycloplegic refraction) แล้วค่อนข้างผิดแปลกไปจากปกติที่คนไข้สายตายาวมักจะมีค่าสายตาบวกจากเรติโนสโคปมากกว่าค่าที่แสดงออกมา (Manifest)
สาเหตุนี้น่าจะเกิดจากการใช้เทคนิค Fogging ที่ไม่เหมาะสมระหว่างการทำเรติโนสโคป แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกระบวนการวัดสายตาแบบ Subjective มีการทำ Fogging ร่วมด้วยอยู่แล้ว จึงสามารถหาค่าสายตายาวบวกสูงสุดออกมาได้สำเร็จ
คนไข้สายตายาวบางครั้งอาจจะคลายการเพ่งได้เมื่อเราค่อยๆ ลด Fog ลงระหว่างการวัดแบบ Subjective แต่พอกลับมาใช้การเพ่งตามความเคยชิน มักจะพบว่าแว่นสายตานั้นทำให้มองไกลเบลอ (อธิบายเพ่ิม : เลนส์ตามักคลายตัวได้ดีขณะถูกบังคับให้คลายด้วยเทคนิคการ fogging แต่พอเป็นใส่แว่นลองเสมือนจริง คนไข้จะชินกับการเพ่ง จึงทำให้มองไกลมัว)
ดังนั้น การจ่ายเลนส์ให้คนไข้สายตายาวจึงต้องลองใส่ผ่านกรอบแว่นทดลอง (Trial frame) อย่างระมัดระวัง เพื่อให้แน่ใจว่าเลนส์ไม่ได้ทำให้ความคมชัดในการมองเห็นลดลง
เนื่องจาก P.C. มีอาการเฉพาะตอนมองใกล้และตั้งใจจะใส่แว่นใหม่เพื่อมองใกล้เท่านั้น ความคมชัดในการมองไกลผ่านเลนส์จึงสำคัญน้อยกว่าความสบายตาเมื่อใช้แว่นมองใกล้ การที่คนไข้ตอบสนองในแง่บวกตอนลองสวมกรอบแว่นทดลอง ถือเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจเลือกค่าสายตา เขาบอกว่ารู้สึกสบายตาเมื่อใช้แว่นสำหรับมองใกล้ และ การมองไกลผ่านแว่นนี้ก็ยังชัดเจนดี เราจึงแนะนำให้เขาใส่แว่นเวลาทำงานระยะใกล้เนื่องจากเป็นช่วงที่เขามีอาการ และได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่าสามารถใส่แว่นเพื่อมองไกลได้ตามต้องการ เพราะแว่นช่วยให้เขามองเห็นได้ดีขึ้นจาก 20/25 เป็น 20/15
คาดว่าในช่วงแรกๆ P.C. คงไม่ค่อยจำเป็นต้องใช้แว่นมองไกลสำหรับงานกลางแจ้งของเขานัก แต่เมื่อเขากลับมาตรวจอีกครั้งในหลายปีต่อมา กลับพบว่าการใส่แว่นติดตัวตลอดเวลานั้นสะดวกกว่า ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบได้บ่อยในคนไข้สายตายาว
ในช่วงหลายปีถัดมา เมื่อค่าสายตายาวของเขาเริ่มแสดงออกมามากขึ้น ค่าสายตาในแว่นก็ได้รับการปรับเพิ่มขึ้นตามลำดับ และในการตรวจแต่ละครั้ง ผลการวัดแบบ Subjective จะถูกนำมาใส่ในกรอบแว่นทดลอง และจะให้ P.C. มองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อยืนยันว่าการมองไกลยังคงชัดเจนดี พร้อมทั้งให้อ่านหนังสือระยะใกล้ด้วยค่าสายตาบวกที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าคนไข้ยังคงรู้สึกสบายตาในการใช้งาน
อาการและอาการแสดงของภาวะสายตายาว (Symptoms and Signs of Hyperopia)
ภาวะสายตายาวเป็นความผิดปกติของสายตาที่ทัศนมาตรพบได้บ่อย การตัดสินใจว่าจะจ่ายเลนส์แก้ไขหรือไม่นั้นมีความซับซ้อน เนื่องจากระดับการมองเห็น (Visual acuity) ในภาวะสายตายาวมักจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่คนไข้ (หากไม่ได้รับการแก้ไขสายตายาว) จะรู้สึกไม่สบายตาหรือมีปัญหาในการใช้งานเมื่อต้องการรายละเอียดโดยเฉพาะเวลาดูใกล้หรือกลางคืนที่มีแสงน้อย เนื่องจากคนที่มีสายตายาวมักจะติดนิสัยการเพ่งและมักจะคลายการเพ่งได้ยากเมื่อต้องใส่เลนส์บวก (Plus lenses)
ทัศนมาตรจึงไม่ควรทำเพียงแค่วัดสายตาแล้วจ่ายเลนส์ให้ได้ทันที ส่วนปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาในการจ่ายเลนส์สำหรับคนไข้สายตายาวนั้น ได้แก่ อาการของคนไข้ อาชีพ ความต้องการในการมองเห็น อายุ ระดับความผิดปกติของสายตา และปัญหาการใช้งานดวงตาที่เกี่ยวข้อง และการให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานแว่นตาอย่างเหมาะสมเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับคนที่มีภาวะสายตายาว เพราะการแก้ไขสายตาในกรณีนี้มักจะไม่ได้เปลี่ยนระดับความคมชัดในการมองเห็น แต่จะช่วยลดอาการไม่สบายตาต่างๆ ลงได้หากใช้งานอย่างถูกต้อง
ภาวะสายตายาว เป็นสภาวะที่รังสีของแสงขนานเดินทางเข้าสู่ดวงตาและไปโฟกัสที่ด้านหลังของจอประสาทตา (Retina) ขณะดวงตาอยู่ในภาวะผ่อนคลายการเพ่ง ซึ่งภาวะสายตายาวสามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้เลนส์บวกหรือโดยอาศัยกำลังการเพ่งของตัวคนไข้เอง ส่วนระดับการมองเห็นจะไม่ได้รับผลกระทบหากมีค่าสายตายาวในระดับต่ำ หรือหากคนไข้มีกำลังการเพ่ง (Amplitude of accommodation) มากพอที่จะชดเชยค่าความผิดปกตินั้นได้ อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการเพ่งอาจทำให้คนไข้รู้สึกไม่สบายตาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องทำงานระยะใกล้
ดังนั้นแม้ว่าจะมีค่าสายตายาวเพียงเล็กน้อยก็อาจจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข ในขณะที่สายตายาวระดับสูงจะส่งผลให้ความคมชัดในการมองเห็นลดลง โดยการมองเห็นระยะใกล้จะลดลงมากกว่าระยะไกลเสมอ ภาวะสายตายาวระดับสูงที่ไม่ได้รับการแก้ไขตั้งแต่วัยเด็กอาจนำไปสู่ภาวะตาขี้เกียจจากสายตาผิดปกติ (Refractive amblyopia) ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งตาข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง
นอกจากนี้ ภาวะสายตายาวยังมักพบร่วมกับภาวะตาเหล่เข้าซ่อนเร้น (Esophoria) ตาเหล่เข้า (Esotropia) หรือตาขี้เกียจจากตาเหล่ (Strabismic amblyopia) ได้อีกด้วย ซึ่งปัญหาการมองเห็นสองตาที่ตามมาเหล่านี้สามารถลดลงหรือขจัดออกไปได้ด้วยการแก้ไขความผิดปกติของสายตา
โดยปกติแล้วภาวะสายตายาวจะมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยตลอดช่วงชีวิต และไม่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพแบบที่พบในภาวะสายตาสั้น โดยทั่วไปเด็กเกือบทุกคนจะมีสายตายาวเมื่ออายุ 5 ขวบ และค่าสายตานี้จะค่อยๆ ลดลงในช่วงวัยเด็ก ส่วนค่าสายตายาวที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นในวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่นั้น แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นสายตายาวที่เพิ่มขึ้นจริงๆ แต่เป็นค่าสายตายาวที่แสดงออกมา (Manifest) ตอนวัดสายตาเพิ่มมากขึ้นเนื่องมาจากกำลังการเพ่งของคนไข้ลดลงตามอายุนั่นเอง
ข้อพิจารณาและแนวทางในการจ่ายเลนส์ (Prescription Considerations and Guidelines)
ประเภทของสายตายาวที่ทัศนมาตรพบได้บ่อยที่สุดในคลินิกคือผู้ใหญ่ที่มีภาวะสายตายาวแบบชดเชยได้เองด้วยการเพ่ง (Facultative hyperopia) ในระดับต่ำ ซึ่งการมองเห็นระยะไกลของคนไข้จะไม่ได้รับผลกระทบ และมักจะไม่มีอาการใดๆ จนกว่าจะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตอนต้น ซึ่งเป็นช่วงที่คนไข้จะเริ่มรู้สึกไม่สบายตาเมื่อต้องมองใกล้
ในกรณีนี้ ค่าสายตามองไกลหรือค่าที่ปรับแก้เล็กน้อยจะถูกนำมาจ่ายให้คนไข้เพื่อใช้สำหรับการมองใกล้ คนไข้มักจะมองเห็นได้ชัดเจนเมื่อใส่แว่นมองไกล แต่เนื่องจากพวกเขามีอาการเฉพาะตอนทำงานใกล้เท่านั้น จึงมักได้รับคำแนะนำให้ใช้แว่นเฉพาะเวลามองใกล้ เมื่อคนไข้มีอายุมากขึ้น ค่าสายตายาวจะแสดงออกมาให้เห็นตอนวัดสายตามากขึ้น และค่าสายตาสำหรับมองใกล้ก็จะถูกปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จนถึงจุดหนึ่ง คนไข้จะสังเกตเห็นว่าพวกเขาสามารถมองเห็นได้ชัดเจนผ่านแว่นทั้งในระยะไกลและระยะใกล้ และท้ายที่สุดก็จะเริ่มใส่แว่นติดตัวตลอดเวลา
สำหรับผู้ใหญ่ (ส่วนใหญ่) ที่มีอายุระหว่าง 20 - 40 ปี ที่มีสายตายาวในระดับต่ำถึงปานกลางและไม่เคยใส่แว่นมาก่อน ข้อบ่งชี้ในการจ่ายเลนส์กลุ่่มนี้คือการที่คนไข้มีอาการตาล้า (Asthenopic symptoms) ระดับความคมชัดในการมองไกลมักไม่ได้รับผลกระทบเว้นแต่จะมีสายตาเอียงที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขร่วมด้วย หากคนไข้มีการมองเห็นที่ลดลง ก็มักจะเกิดขึ้นเฉพาะที่ระยะใกล้ หรือความชัดลดลงที่ระยะใกล้มากกว่าระยะไกล ซึ่งการลดลงของการมองเห็นนี้เกิดขึ้นเมื่อกำลังการเพ่งของคนไข้มีไม่เพียงพอที่จะชดเชยค่าความผิดปกติของสายตายาวได้
ส่วนค่าสายตาที่จ่ายให้คนไข้เพื่อใช้มองใกล้นั้น สามารถใช้เป็นค่าสายตาบวกที่ได้จากการวัดสายตามองไกลแบบปกติที่ไม่ได้หยอดยาลดการเพ่ง (Noncycloplegic distance refraction) โดยให้คำแนะนำกับคนไข้ว่าควรใส่แว่นเฉพาะเมื่อต้องใช้สายตามองใกล้
เมื่อคนไข้ได้รับแว่นสายตามองไกลเพื่อนำไปใช้มองใกล้ ความต้องการในการเพ่งสำหรับการทำงานระยะใกล้จะลดลงมาอยู่ในระดับเดียวกับคนที่มีสายตาปกติ เพราะหากไม่มีแว่นแก้ไข คนไข้จะต้องออกแรงเพ่งทั้งเพื่อระยะทำงานและเพื่อชดเชยค่าสายตายาว แต่เมื่อใส่แว่นแก้ไขแล้ว คนไข้จะออกแรงเพ่งเฉพาะสำหรับระยะของวัตถุเท่านั้น โดยไม่ต้องเพ่งเพื่อชดเชยสายตายาวอีกต่อไป ทั้งนี้ มีความจำเป็นน้อยมากที่จะต้องวัดสายตาแบบหยอดยา (Cycloplegic refraction) ในคนไข้กลุ่มอายุ 20 -40 ปีที่มีอาการตอนมองใกล้ เว้นเสียแต่ว่าค่าสายตาที่ได้จากการวัดแบบไม่หยอดยานั้นไม่สามารถช่วยบรรเทาอาการของคนไข้ได้
คนไข้สายตายาวบางคนอาจไม่ต้องการแว่นแก้ไขเลย หรืออาจต้องการเพียงแค่การแก้ไขบางส่วน หากคนไข้มีระดับการมองเห็นที่เพียงพอต่อความต้องการทั้งในระยะไกลและระยะใกล้ ไม่มีอาการตาล้า และไม่แสดงปัญหาด้านการทำงานของดวงตาเมื่อต้องเพ่งเพื่อชดเชยสายตายาว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องจ่ายค่าสายตาให้ ปริมาณของสายตายาวไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าจะต้องจ่ายแว่นหรือไม่ แต่อาการของคนไข้ต่างหากที่ควรนำมาใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจของทัศนมาตร
สำหรับคนไข้ผู้ใหญ่ที่สงสัยว่ามีภาวะสายตายาวแฝง (Latent hyperopia) อย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก ควรได้รับการพิจารณาจ่ายค่าสายตายาวเพียงบางส่วน (Partial hyperopic prescriptions) ซึ่งอาการที่ชี้ว่าอาจมีสายตายาวแฝง ได้แก่
เมื่อสงสัยว่ามีภาวะสายตายาวแฝง ควรทำการวัดสายตาแบบหยอดยา (Cycloplegic refractions) เสมอ แต่ไม่แนะนำให้จ่ายค่าสายตาสำหรับมองไกลตามผลการหยอดยาเต็มจำนวนในผู้ใหญ่ เพราะมักจะทำให้คนไข้มองไกลเบลอ แม้ว่า Augsberger จะแนะนำให้จ่ายเต็มจำนวนพร้อมกับให้หยอดยา Cyclopentolate วันละสี่ครั้งเพื่อช่วยให้คนไข้เอาชนะภาวะเกร็งการเพ่ง (Accommodative spasm) และปรับตัวเข้ากับเลนส์ได้ก็ตาม
ในบางกรณี ผลจากการหยอดยาสามารถนำมาจ่ายเป็นแว่นเฉพาะมองใกล้ได้ หรืออาจจ่ายค่า Manifest refraction สำหรับมองไกลร่วมกับเลนส์บวกเพิ่มเติม (Add) เพื่อช่วยลดอาการมองใกล้ของคนไข้
คำแนะนำทั่วไปคือให้จ่ายค่าสายตาบวกให้มากที่สุดเท่าที่จะไม่ทำให้คนไข้มองไกลเบลอ และให้เพิ่มค่าสายตาสำหรับการมองใกล้ในรูปแบบของเลนส์สองชั้น (Bifocal) หากอาการของคนไข้บ่งชี้ว่ามีความจำเป็น
คนไข้ที่ได้รับค่าสายตาเพียงบางส่วนควรได้รับการนัดติดตามผลประมาณ 6 สัปดาห์หลังจากเริ่มใส่แว่น และนัดทุกๆ 3 เดือนหลังจากนั้นจนกว่าค่าสายตาจะคงที่และอาการหายไป เมื่อคนไข้เริ่มคลายการเพ่งได้ จะตรวจพบค่าสายตาบวกเพิ่มขึ้นจากการวัดแบบไม่หยอดยา ซึ่งสามารถปรับค่าสายตาในแว่นตามได้ สิ่งสำคัญคือต้องให้ความรู้แก่คนไข้ถึงความจำเป็นในการใส่แว่นตลอดเวลา เพื่อช่วยลดการเพ่งและบรรเทาอาการในท้ายที่สุด
คนไข้ที่มีสายตายาวแฝง (latent hyperopia) มักจะลังเลที่จะใส่แว่นเนื่องจากพวกเขาสามารถมองเห็นได้ดีพอกันทั้งตอนที่ใส่และไม่ใส่แว่น พวกเขามักจะกังวลว่าจะต้องพึ่งพาแว่นหรือติดแว่น ทัศนมาตรจึงต้องคาดการณ์ถึงความกลัวนี้และช่วยย้ำเตือนคนไข้ว่า แว่นตานั้นไม่ได้มีไว้เพื่อมองเห็นชัดเพียงอย่างเดียว แต่สามารถจ่ายเพื่อให้เกิดความสบายตาจากระบบการทำงานของสองตาและระบบเพ่งกลับมาทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเพ่งและการทำงานร่วมกันของสองตา (Accommodation and Vergence)
ความรู้สึกไม่สบายตาของคนไข้สายตายาวที่ไม่ได้ใส่แว่น ส่วนใหญ่มักเกิดจากความพยายามในการเพ่งเพื่อชดเชยค่าสายตาที่ผิดปกติ และยังอาจเกิดจากความพยายามรวมภาพของสองตาให้เห็นเป็นภาพเดียว (clear ,single and binocular vision)
คนไข้ที่ไม่ได้ใส่แว่นแก้ไขหลายคนมีภาวะตาเหล่เข้าซ่อนเร้นทั้งในระยะไกลและระยะใกล้ (esophoria) ทำให้ต้องใช้กำลังความสามารถในการเหลือบตาออก (Negative fusional vergence,NFV) อย่างมากเพื่อไม่ให้เกิดภาพซ้อน
การแก้ไขสายตายาวจะช่วยลดตาเหล่เข้าซ่อนเร้น (esophoria) ลดความต้องการในการใช้กำลังเหลือบตาออก (NFV) และมักจะช่วยบรรเทาอาการของคนไข้ลงได้
ในกรณีที่คนไข้มีอัตราส่วน AC/A สูง (High AC/A) จะมีตาเหล่เข้าซ่อนเร้น (esophoria) หรืออาจเป็นตาเหล่เข้า(esotropia) ในระยะใกล้มากกว่าระยะไกล ซึ่งสามารถลดได้ด้วยการจ่ายค่าสายตาบวกเพิ่มที่ระยะใกล้ การวัดค่าความผิดปกติของกล้ามเนื้อตา (Phoria) อย่างรอบคอบเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจว่าจะจ่ายเลนส์บวกสำหรับมองใกล้เท่าใด เพราะแม้ว่าเลนส์บวกจะส่งผลดี แต่การให้มากเกินไปก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป
อาการตาเหล่เข้าที่เกิดจากสายตายาวอาจกลายเป็นตาเหล่ออก (Exotropia) ได้หากจ่ายเลนส์บวกมากเกินไป (ในคนไข้กลุ่ม High AC/A) ปัญหานี้สามารถหลีกเลี่ยงได้หากทัศนมาตรตรวจวัด Phoria ผ่านเลนส์บวกในขนาดต่างๆ และเลือกจ่ายค่าที่ทำให้ดวงตาของคนไข้เข้าใกล้ภาวะปกติ (Orthophoria) มากที่สุด
สำหรับคนไข้ที่มีตาเหล่ออกซ่อนเร้นร่วมกับสายตายาวและจำเป็นต้องใส่แว่นเพราะกำลังการเพ่งไม่เพียงพอ อาจต้องได้รับการฝึกกล้ามเนื้อตา (Vision therapy) เพื่อเพิ่มกำลังความสามารถในการเหลือบตาเข้า (Positive fusional vergence) ก่อนที่จะจ่ายเลนส์บวก ทั้งนี้ ควรตรวจวัด Phoria และ Vergence ทั้งวัดผ่านแว่นเดิมและผ่านแว่นใหม่ที่คาดว่าจะจ่าย ก่อนตัดสินใจเลือกค่าสายตาสุดท้ายเสมอ
ผู้ใหญ่ที่มีสายตายาวสองข้างไม่เท่ากัน (Anisometropic hyperopia) และมีภาวะตาขี้เกียจ มักจะมาตรวจสุขภาพตาทั่วไปโดยไม่มีอาการใดๆ หรืออาจมาตรวจเมื่อเริ่มมีอาการของสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) คนไข้กลุ่มนี้มักมีประวัติการปฏิเสธไม่ยอมใส่แว่นที่เคยได้รับตอนเป็นเด็ก หรืออาจจะบอกว่าเคย "โกง" เพื่อให้ผ่านการคัดกรองสายตาและไม่เคยได้รับการตรวจตาอย่างละเอียดเลย พวกเขามักจะรู้ตัวดีถึงความแตกต่างของการมองเห็นระหว่างตาทั้งสองข้างและรู้ว่าตนเองไม่สามารถรับรู้ความลึกได้ (Depth perception) บางครั้งคนไข้จะถามว่าการรับรู้ความลึกสามารถพัฒนาขึ้นได้ไหม หรือมีวิธีใดที่จะทำให้ตาข้างที่แย่กว่ามองเห็นได้ดีขึ้นบ้าง คนไข้บางรายในบางสายอาชีพอาจมีความจำเป็นที่ต้องอาศัยความคมชัดของการมองเห็นหรือการรับรู้มิติความลึกที่ดี และ คนไข้เหล่านี้ควรได้รับเลนส์วัสดุเหนียวพิเศษเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ (ใช้เลนส์โพลีคาร์บอเนตในกรอบนิรภัย) พร้อมกับค่าสายตาที่เหมาะสมสำหรับตาข้างที่ "ดี" ของพวกเขา
ระดับความรุนแรงของสายตายาวและการใส่แว่น (Severity of Hyperopia and Lens Wear)
ปริมาณสายตายาวที่พบจากการวัดสายตาแบบปกติหรือแบบหยอดยา เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นในการหาค่าสายตาเพื่อจ่ายแว่น
การศึกษาของ Orinda แนะนำให้มีการตรวจตาอย่างละเอียดในเด็กที่พบสายตายาว 1.50D จากการคัดกรอง ซึ่งมักจะเป็นค่าสายตาขั้นต่ำที่ทัศนมาตรควรพิจารณาจ่ายให้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่
ทางด้าน Ciner แนะนำให้แก้ไขสายตายาวตั้งแต่ 2.00D ขึ้นไปในคนไข้เด็กเพื่อป้องกันภาวะตาขี้เกียจและปัญหาด้านการมองเห็นสองตา อย่างไรก็ตาม แม้ค่าสายตายาวจะต่ำกว่านี้ก็ควรได้รับการแก้ไขหากคนไข้มีอาการตาล้า มีภาวะตาเหล่เข้า หรือมีความผิดปกติของการทำงานร่วมกันระหว่างการเพ่งและการเหลือบตา
ประวัติค่าสายตาเดิมไม่ควรนำมาเป็นปัจจัยกำหนดในการจ่ายแว่นเสมอไป คนไข้สายตายาวบางคนที่เคยได้รับแว่นค่าบวกอ่อนๆ เมื่อหยุดใส่แล้วพบว่าไม่มีอาการใดๆ เกิดขึ้น ก็สามารถหยุดใช้แว่นได้ และคนไข้มักจะรู้สึกสบายใจเมื่อรู้ว่าการไม่ใส่แว่นจะไม่ทำให้ดวงตาของพวกเขาแย่ลง ควรแนะนำคนไข้กลุ่มนี้ว่าอาจมีช่วงเวลาในอนาคตที่ต้องกลับมาใส่แว่นอีกครั้ง แต่หากตอนนี้ยังรู้สึกสบายตาเมื่อไม่ใส่แว่นก็ไม่จำเป็นต้องใส่
สำหรับคนไข้ที่มีสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) ทัศนมาตรควรเพิ่มค่าสายตาบวกสำหรับการมองไกลด้วยความระมัดระวัง แม้ว่าการอ่านชาร์ต Snellen จะดีขึ้น แต่คนไข้บางรายก็ยังรายงานว่ามองไกลเบลอเมื่อใส่เลนส์บวก ค่าสายตามองไกลที่คาดว่าจะจ่ายจึงควรนำมาลองใส่ในกรอบทดลองเสมอ และให้คนไข้มองออกไปข้างนอกร่วมกับอ่าน Snellen เพื่อยืนยันว่าพวกเขารู้สึกชัดและสบายตา
หากคนไข้รู้สึกว่าแว่นทำให้การมองเห็นเบลอ (แม้จะอ่านได้ถึง 20/15) ควรลดค่าสายตาบวกลงทีละ 0.25D จนกว่าคนไข้จะรู้สึกชัดเจน โดยระดับการมองเห็นควรอยู่ที่ 20/40 หรือดีกว่าสำหรับคนที่ขับรถ การเปลี่ยนแปลงค่าสายตาที่ไม่เกิน 1.00D มักจะประสบความสำเร็จง่ายกว่าการเปลี่ยนเยอะๆ Milder และ Rubin แนะนำว่าการเพิ่มค่าสายตาบวกควรจะน้อยกว่าค่า Manifest refraction ที่ระยะ 6 เมตรอยู่ 0.25 D เป็นประจำ (ส่วนตัว ดร.ลอฟ์ไม่เห็นความจำเป็นในการทำแบบนั้น)
ภาวะสายตายาวในเด็ก (Pediatric Hyperopia)
การตัดสินใจจ่ายแว่นให้ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับอาการของคนไข้ ซึ่งหลักการเดียวกันนี้สามารถนำมาใช้กับเด็กได้ แต่จะต้องพิจารณาถึงการป้องกันภาวะตาขี้เกียจและตาเหล่เข้ามาร่วมด้วย โดยเฉพาะในเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ขวบ
นอกจากนี้ เด็กในวัยนี้มักไม่สามารถอธิบายความต้องการด้านการมองเห็นหรือบอกเล่าอาการของตนเองได้ ภาวะตาขี้เกียจทั้งสองข้างสามารถเกิดขึ้นได้กับคนไข้ที่มีสายตายาวเพียง 2.50D ในขณะที่ตาขี้เกียจข้างเดียวก็พัฒนาขึ้นได้ในเด็กที่มีสายตาสองข้างต่างกัน (anisometropia) เพียงแค่ 1.00D
ดังนั้น คนไข้สายตายาวที่มีความเสี่ยงควรได้รับการแก้ไขเต็มตั้งแต่อายุน้อย แต่เนื่องจากค่าสายตาในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ทัศนมาตรจึงควรจ่ายแว่นก็ต่อเมื่อตรวจพบค่าที่คงที่จากการตรวจหลายๆ ครั้ง เมื่อได้ค่าสายตาแล้ว ผู้ปกครองต้องได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับความสำคัญที่เด็กจะต้องใส่แว่นติดตัวตลอดเวลาเพื่อให้พัฒนาการทางการมองเห็นเป็นไปอย่างสมบูรณ์ และควรนัดติดตามผลเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบทุกๆ 3 เดือนเพื่อประเมินระดับการมองเห็นและตรวจสอบว่าเด็กยอมใส่แว่นหรือไม่
การวัดสายตาแบบหยอดยา (Cycloplegic refractions) มีประโยชน์อย่างมากในเด็ก เนื่องจากเด็กมีกำลังการเพ่งสูงและมีการเพ่งที่ตื่นตัวตลอดเวลามากกว่าผู้ใหญ่ จึงมักเป็นเรื่องยากที่เด็กจะสามารถมองไกลได้นิ่งๆ ตลอดการทำเรติโนสโคปและการวัดแบบ Subjective
การหยอดยามีความจำเป็นเมื่อสงสัยว่าเด็กมีสายตายาวแฝง (latent hyperopia) มีภาวะตาเหล่เข้า(esotropia) หรือมีระดับการมองเห็นลดลง โดยไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการวัดสายตาแบบปกติ และเด็กเล็กที่มีสายตายาวปานกลางถึงสูงที่ไม่ได้แก้ไข หรือมีอัตราส่วน AC/A สูง แม้สายตายาวจะน้อยก็ตามก็มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดตาขี้เกียจ (amblyopia) ตาเหล่เข้า(eso) หรือตาขี้เกียจจากตาเหล่ (strabismus amblyopia)
ปกติการใช้ Cyclopentolate 1% ก็เพียงพอที่จะลดการเพ่งได้ แม้ผู้เขียนบางคนจะแนะนำให้ใช้ Atropine โดยเฉพาะในเด็กตาเหล่เข้า และแนะนำให้จ่ายค่าสายตาเต็มที่ได้จากการหยอดยาในเด็กที่มีสายตายาวและตาขี้เกียจ และให้ทำ Visual Therapy ร่วมด้วยหากการมองเห็นไม่ดีขึ้นหลังจากใส่แว่นตลอดเวลา
สำหรับเด็กที่อายุมากกว่า 6 ขวบ ความต้องการด้านการมองเห็นเป็นสิ่งสำคัญในการพิจารณาจ่ายแว่น และเด็กมักจะไม่ยอมใส่แว่นที่ทำให้มองไกลเบลอ ยิ่งเด็กที่อยู่ในวัยเรียนยิ่งมีความจำเป็นในการมองเห็นที่สำคัญกว่าเด็กเล็กและไม่สามารถทนต่อเลนส์บวกที่ทำให้มองไกลเบลอได้ เด็กมีเหตุผลง่ายๆ เกี่ยวกับแว่นตาคือ ถ้าใส่แล้วเห็นชัดขึ้นพวกเขาก็จะใส่ แต่ถ้าใส่แล้วแย่ลงพวกเขาก็จะปฏิเสธ
การวัดสายตาแบบไม่หยอดยาหลังจากผ่านการหยอดยามาแล้ว (Post-cycloplegic refraction) จึงมีความสำคัญอย่างมาก หากค่าจากการหยอดยาทำให้เด็กมองไกลเบลอ ให้เลือกจ่ายค่าสายตาบวกสูงสุดที่วัดได้แบบไม่หยอดยา และหากมีตาเหล่เข้าซ่อนเร้น ตาเหล่เข้า หรือสายตายาวแฝงที่ส่งผลกระทบ ก็ให้เพิ่มค่าสายตาสำหรับการมองใกล้ (Add) เข้าไป จากค่าสายตาแบบไม่หยอดยา
ทัศนมาตรต้องพยายามหาค่าบวกสูงสุด (Maximum plus) ให้ได้ ซึ่งการทดสอบ Binocular balance มักจะให้ค่าสายตาบวกได้มากกว่าการวัดทีละตา นอกจากนี้ยังมีเทคนิคอื่นๆ ที่ช่วยคลายการเพ่งโดยไม่ต้องหยอดยา เช่น เทคนิค Fog, วิธี Borish delayed subjective refraction, การวัดแบบ Subjective ผ่าน Base-in prism และการวัดสายตาสองตากับแผ่น Vectograph
การจัดการเลนส์และการออกแบบกรอบแว่น (Lens and Frame Design)
คนไข้ที่มีภาวะตาเหล่เข้าจากการเพ่ง (Accommodative esotropia) จำเป็นต้องได้รับเลนส์บวกที่ช่วยลดตาเขให้ได้มากที่สุด และต้องการเลนส์บวกเพิ่มสำหรับมองใกล้ (Add) หากพบว่าตาเหล่เข้าที่ระยะใกล้มากกว่าระยะไกล แต่ต้องระวังในการเลือกค่า Add เพราะถ้าบวกมากเกินไปอาจทำให้กลายเป็นตาเหล่ออกได้
ต้องเน้นย้ำผู้ปกครองให้ให้เด็กใส่แว่นตลอดเวลา และดวงตาจะตรงได้เฉพาะตอนใส่แว่นเท่านั้น เมื่อถอดแว่นตาเด็กก็จะกลับมาเหล่ตามเดิม เด็กโตที่คุ้นเคยกับการใช้เลนส์สองชั้นแล้วสามารถใช้เลนส์โปรเกรสซีฟ (PALs) ได้ ส่วนเด็กเล็กควรให้ใช้เลนส์สองชั้นแบบ Executive หรือ Flat-top โดยให้ระดับรอยต่ออยู่ที่กลางรูม่านตา (Mid-pupil) เพื่อให้เด็กไม่สามารถหลบเลี่ยงการใช้เลนส์มองใกล้ได้
เด็กที่มีสายตายาวเล็กน้อยมักจะมองเห็นได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งแว่น แต่ก็อาจต้องการแว่นหากมีอาการตาล้า แม้ค่าบวกขั้นต่ำที่นักทัศนมาตรจะพิจารณาจ่ายมักจะอยู่ที่ 1.50D ถึง 2.00D แต่เด็กที่มีสายตายาวน้อยกว่านั้นแต่มีอาการตาล้าก็จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขได้เช่นกัน อาการของคนไข้จึงเป็นเครื่องนำทางที่สำคัญที่สุดเหมือนกับกรณีของผู้ใหญ่ เด็กบางคนอาจต้องการเลนส์บวกอ่อนๆ เพียงไม่กี่ปี และพบว่ารู้สึกสบายตาเมื่อไม่ได้ใส่แว่น ซึ่งสามารถอนุญาตให้หยุดใส่แว่นได้ตราบเท่าที่คนไข้สบายตาและไม่มีความเสี่ยงต่อตาขี้เกียจ
สำหรับค่าสายตาน้อยๆ สามารถประกอบเข้ากับกรอบแว่นและวัสดุเลนส์แบบใดก็ได้ แต่คนไข้ที่มีสายตายาวมากๆ ควรได้รับคำแนะนำให้ใช้กรอบแว่นที่มีขนาดดวงตาเล็ก และใช้เลนส์ชนิดย่อบางที่มีน้ำหนักเบา
ส่วนทางด้านคอนแทคเลนส์นั้น คนไข้สายตายาวมักจะสวมใส่น้อยกว่าคนไข้สายตาสั้นเพราะมักจะเป็นการใช้งานแค่บางเวลา รวมทั้งคนไข้ส่วนใหญ่มีสายตายาวระดับต่ำถึงปานกลางที่ไม่ส่งผลต่อการมองไกล อย่างไรก็ตาม ควรให้คำแนะนำถึงประโยชน์ด้านความสวยงามของคอนแทคเลนส์แก่คนไข้ที่มีสายตายาวสูงๆ
Ciner แนะนำคอนแทคเลนส์สำหรับคนไข้ที่มีสายตายาวมากกว่า 5.00 D ขณะที่ Press และ Moore แนะนำสำหรับคนไข้ที่มีสายตาสองข้างต่างกันตั้งแต่ 3.00D ขึ้นไป โดยทั่วไป คนไข้ที่ใส่แว่นเลนส์บวกตลอดเวลาจะมีแรงจูงใจในการใช้คอนแทคเลนส์มากกว่าคนที่ใส่แว่นเฉพาะเวลามองใกล้ รวมไปถึงคนไข้ที่เล่นกีฬาซึ่งอาจต้องการคอนแทคเลนส์แม้จะใส่เพียงชั่วคราวก็ตาม
Treatment Plan
|
Clinical Condition |
แนวทางการจัดการ (Treatment Plan) |
|
ไม่มีอาการ (Asymptomatic) |
ไม่จำเป็นต้องจ่าย Rx (No prescription needed) |
|
มีอาการล้าตา (Asthenopia) |
จ่ายค่าบวก (Plus) เท่าที่ตรวจพบจาก Manifest Refraction |
|
Latent Hyperopia |
พิจารณาทำ Cycloplegic Refraction และจ่าย Partial Plus |
|
เด็กอายุ < 6 ปี (High risk) |
จ่าย Full correction เพื่อป้องกัน Amblyopia และ Strabismus |
|
สายตาต่างกัน (Anisometropia) |
ต้องแก้ไขเพื่อป้องกัน Unilateral Amblyopia (แม้ต่างกันเพียง 1.00 D) |
Case Study of Hyperopia
C.P. อายุ 40 ปี เป็นนักดับเพลิง มารับการตรวจตาตามรอบปกติ ตามคำแนะนำของอายุรแพทย์ เนื่องจากแพทย์ทราบมาว่า C.P. ไม่เคยรับการตรวจตามาก่อน
ในส่วนของการมองเห็น คนไข้แจ้งว่าการมองเห็นของเขานั้นยังคงดีอยู่ ทั้งการมองในระยะไกลและระยะใกล้ และไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ขณะอ่านหนังสือ
สุขภาพโดยทั่วไปของ C.P. ถือว่าแข็งแรงดี ไม่มีประวัติการแพ้ยาหรือสารใดๆ และไม่ได้ทานยาประจำส่วนประวัติสุขภาพของครอบครัวนั้น ปกติดี ไม่มีความผิดปกติที่สำคัญ
|
รายการตรวจ |
6 m. |
40 cm. |
|
Habitual VA |
OD 20/15 |
OD 20/20 |
|
Cover Test |
ortho |
4 XP' |
|
Stereo Acuity (40 cm) |
|
20 seconds (Randot) |
|
Retinoscopy |
OD +0.50 DS |
|
|
Subjective Refraction (SRx) |
OD +0.75 DS (20/15) |
|
|
Phorometry (w/SRx) |
1 EP |
2 XP' |
|
NRA / PRA |
|
+1.75 / -2.00 |
นำผลการตรวจวัดสายตาแบบ Subjective refraction ไปลองเลนส์ให้ C.P. ลองใส่เดินและมองในสภาพแวดล้อมจริง C.P. ให้ข้อมูลว่า การมองเห็นและความรู้สึกขณะสวมใส่แว่นที่มีค่าสายตาใหม่นั้น ไม่แตกต่างจากการมองเห็นตอนที่ไม่ใส่แว่น
1. Facultative hyperopia OU
2. Normal binocular vision.
1. Rx: None at this time
2. Patient education: Return in 2 years or if symptoms occur.
K.W. อายุ 39 ปี อาชีพขับรถโดยสารสาธารณะ มาเข้ารับการตรวจตาด้วยอาการสำคัญคือรู้สึกไม่สบายตาเวลาอ่านหนังสือ โดยคนไข้เริ่มมีอาการนี้มาประมาณ 6 เดือนแล้ว
นอกจากนี้ K.W. ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เริ่มสังเกตเห็นป้ายจราจรได้ยากขึ้นเวลาขับรถตอนกลางคืนด้วยและที่ผ่านมาคนไข้ไม่เคยสวมแว่นสายตามาก่อน
|
รายการตรวจ |
Distant 6 m. |
Near 40 cm |
|
Habitual VA (6 m) |
OD 20/20 ,OS 20/15 |
OD 20/40 ,OS 20/40 |
|
Cover Test |
ortho |
4 EP' |
|
Stereo Acuity (40 cm) |
|
20 seconds (Randot) |
|
Retinoscopy |
OD +0.75 DS |
|
|
Subjective Refraction (SRx) |
OD +0.75 DS (20/15). |
|
|
Phorometry (w/SRx) |
ortho |
2 XP' |
|
NRA / PRA |
|
+1.75 / -1.00 |
คนไข้รายงานว่ามองเห็นภาพชัดเจนและรู้สึกสบายตาขึ้นเมื่อใส่แว่น โดยเฉพาะเวลาอ่านหนังสือ ส่วนการมองไกลชัดเจนเท่ากันทั้งตอนใส่และไม่ใส่แว่น
1. Facultative simple hyperopia OU
2. Normal binocular vision.
1. Rx: OD +0.75 DS
OS +0.75 DS,
2. Lens Design: Single vision resin lenses
3. Patient Education: Wear for all near work and distance as needed.
Discussion
แม้ว่าทั้ง C.P. และ K.W. จะมีความผิดปกติของสายตาเท่ากันและอายุเท่ากัน แต่กลับพบว่าคนหนึ่งมีอาการในขณะที่อีกคนไม่มี K.W. อธิบายถึงความรู้สึกไม่สบายตาเมื่อมองใกล้ และมีระดับการมองเห็นลดลงในระยะใกล้ ในขณะที่ C.P. ไม่มีอาการใดๆ และไม่มีการสูญเสียระดับการมองเห็นทั้งในระยะไกลและระยะใกล้
เราได้ให้ C.P. ลองเลนส์บนแว่นทดลอง (Trial frame) เพื่อให้เขาดูว่ารู้สึกอย่างไรเมื่อได้รับการแก้ไขสายตา แต่เนื่องจากคนไข้ไม่สังเกตเห็นความแตกต่างเมื่อใส่เลนส์ จึงไม่ได้มีการสั่งจ่ายแว่นให้ การแก้ไขสายตาที่ผิดปกตินั้นไม่มีความจำเป็นเลยในกรณีที่คนไข้ไม่มีการมองเห็นที่ลดลงและไม่มีอาการใดๆ ร่วมด้วย
ในทางกลับกัน K.W. แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นอย่างชัดเจนที่ต้องได้รับการจ่ายแว่น และมีการตอบสนองในแง่ที่เป็นบวกเมื่อลองใส่แว่นทดลอง เป็นไปได้ว่าการที่ K.W. มีอาการนั้น เกิดจากการที่คนไข้มีภาวะสายตายาวแฝง (Latent hyperopia) มากกว่า C.P. อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้ทำการวัดสายตาแบบหยอดยา (Cycloplegic refraction) เนื่องจากค่าสายตาที่แสดงออกมาจากการวัดแบบไม่หยอดยา (Manifest refraction) ดูเหมือนจะเพียงพอที่จะช่วยบรรเทาอาการของ K.W. ได้แล้ว
เมื่อคนไข้แต่ละรายอายุมากขึ้นและกำลังการเพ่ง (Amplitude of accommodation) ลดลง ภาวะสายตายาวแฝงใดๆ ที่พวกเขามีอยู่ก็จะค่อยๆ แสดงออกมาให้เห็นในที่สุด
E.W. อายุ 38 ปี เป็นนักวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์ บอกว่ามองเห็นชัดเจนดี แต่การมองเห็นของตาข้างซ้ายแย่กว่ามาโดยตลอด ต้องการแว่นตาเพื่อแก้ไขการรับรู้ความลึกสำหรับการเล่นฮอกกี้และกอล์ฟ มีประวัติอาการคลื่นไส้เมื่อใส่แว่นในวัยเด็ก
|
รายการตรวจ |
Distant 6 m. |
Near 40 cm. |
|
Habitual VA (6 m) |
OD 20/20 |
OD 20/300 |
|
Cover Test |
ortho |
ortho' |
|
Retinoscopy |
OD +0.50 DS |
|
|
Subjective Refraction (SRx)
|
OD +1.00 DS (20/20) |
|
1. Facultative hyperopia OD
2. Compound hyperopic astigmatism OS
3. Anisometropia (ต่างกัน 5.25 D)
4. Refractive amblyopia OS (ตาขี้เกียจข้างซ้าย)
1. Rx: OD +1.00 DS
OS +1.00 DS (ใส่เพื่อบาลานซ์ให้หนักเท่ากันเฉยๆ )
2. Lens Design: ตาข้างซ้ายเป็นตาขี้เกียจไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นคนไข้เหลือตาที่ดีอยู่ข้างเดียวเท่านั้นคือตาขวา ดังนั้นการเลือกเลนส์จำเป็นต้องนึกถึงความปลอดภัยด้วย ดังนั้นเลนส์เนื้อเหนียวอย่าง Polycarbonate ถูกนำมาใช้ในเคสนี้
Discussion
หาก E.W. ได้รับการแก้ไขสายตาอย่างเหมาะสมและได้รับคำแนะนำให้ใส่แว่นอย่างถูกต้องมาตั้งแต่เด็ก ระดับการมองเห็นในตาซ้ายของเขาน่าจะดีกว่าระดับ 20/200 มาก อย่างไรก็ตาม ในวัย 38 ปี การจ่ายค่าสายตาเพื่อแก้ไขตาขี้เกียจเต็มจำนวน (Full correction) ไม่ได้ช่วยให้ความสามารถในการใช้งานดวงตาของ E.W. ดีขึ้น เนื่องจากตาซ้ายของเขาหลังแก้ไข มองเห็นได้ดีที่สุดเพียง 20/200 เท่านั้น ประกอบกับคนไข้มีประวัติเรื่องความยากลำบากในการปรับตัวเข้ากับแว่นตามาโดยตลอด และเนื่องจาก E.W. ไม่มี "ตาสำรอง" ให้ใช้งานอีกแล้ว การปกป้องดวงตาข้างที่ดีไว้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ดังนั้น เราจึงตัดสินใจจ่ายแว่นตาที่ใช้เลนส์โพลีคาร์บอเนตประกอบเข้ากับกรอบแว่นนิรภัย (Safety frame) โดยใช้ค่าสายตาที่วัดได้จริง (Manifest refraction) สำหรับตาขวา และเลือกจ่ายเลนส์บาลานซ์ (Balance lens) สำหรับตาซ้าย
W.W. อายุ 31 ปี อาชีพโปรแกรมเมอร์คอมพิวเตอร์ อาการสำคัญคือการมองเห็นในระยะไกลมัวลงเมื่อสวมแว่นสายตาปัจจุบัน (HRx) ซึ่งได้รับสั่งจ่ายครั้งแรกเมื่ออายุ 29 ปี
|
รายการตรวจ |
Distant 6 m |
Near 40 cm |
|
Habitual VA (w/HRx) |
OD 20/25 (with -0.50 -1.00 x 80) |
|
|
Retinoscopy |
OD -0.75 -1.00 x 90 OS -0.75 -0.75 x 90 |
|
|
Binocular Balance (SRx) |
OD +2.00 -1.00 x 80 (20/20) |
|
|
Cycloplegic Refraction |
OD +1.50 -1.00 x 80 (20/20) |
|
|
Postcycloplegic SRx |
OD +1.75 -1.00 x 80 (20/20) |
|
OD +1.25 -1.00 x 80
OS +0.50 -0.75 x 90.
1. Latent hyperopia OU.
Discussion
W.W. เป็นเคสของคนไข้ผู้ใหญ่ที่มีภาวะสายตายาวซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก โดยเป็นกรณีที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจนว่าต้องทำการวัดสายตาแบบหยอดยา (Cycloplegic refraction)
หลังจากที่ผลการวัดแบบไม่หยอดยา (Manifest refraction) แสดงค่าที่ผิดคาดเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับค่าสายตาในแว่นเดิม แม้ว่าจะได้รับคำแนะนำให้กลับมาตรวจติดตามผลในอีก 3 เดือน แต่ W.W. กลับมาตรวจอีกครั้งใน 6 เดือนต่อมา โดยบอกว่าเขาใส่แว่นเฉพาะเวลาที่รู้สึกตาล้าเท่านั้น เนื่องจากไม่อยากกลายเป็นคนที่ต้องพึ่งพาแว่นหรือติดแว่น ระดับการมองเห็นระยะไกลของ W.W. อยู่ที่ 20/30 ในตาทั้งสองข้างเมื่อมองผ่านแว่นสายตาบวกที่จ่ายให้ไปในการตรวจครั้งก่อน และผลการตรวจความสมดุลของการมองเห็นสองตา (Binocular balance) ก็ได้ค่าที่ใกล้เคียงกับผลการวัดสายตาในครั้งที่แล้ว
W.W. ได้รับคำแนะนำอีกครั้งให้ใส่แว่นตาติดตัวตลอดเวลา (แทนที่จะใส่เฉพาะตอนที่รู้สึกตาล้า) ทัศนมาตรใช้เวลาค่อนข้างมากในการให้ความรู้แก่คนไข้รายนี้ โดยอธิบายให้ W.W. เข้าใจว่าเขามีความจำเป็นต้องใส่แว่นเพื่อป้องกันภาวะเกร็งการเพ่ง (Spasm of accommodation) และได้ย้ำกับ W.W. ว่าเขาจะไม่ได้กลายเป็นคนติดแว่น แต่จะรู้สึกสบายตาและมองเห็นได้ดีขึ้นหากใส่แว่นอย่างสม่ำเสมอ W.W. ได้รับคำแนะนำให้กลับมาตรวจซ้ำอีกครั้งใน 1 ปี ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่ W.W. ใส่แว่นอย่างสม่ำเสมอจนกำลังการเพ่งของเขาเริ่มคงที่แล้ว ค่าสายตาก็จะสามารถปรับเพิ่มขึ้นได้ การปรับเปลี่ยนค่าสายตาจะทำได้ง่ายขึ้นเมื่อ W.W. มีอายุมากขึ้นและมีกำลังการเพ่งลดลงตามวัย
Patient C.K.
เด็กหญิง C.K. อายุ 6 ปี เข้ารับการตรวจตาเป็นครั้งแรกเนื่องจากไม่ผ่านการคัดกรองสายตาที่โรงเรียน ตัวเด็กแจ้งว่าไม่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็น และผู้ปกครองไม่สังเกตเห็นปัญหาทางการมองเห็นใดๆ
|
รายการตรวจ |
Distant 6 m |
Near 40 cm |
|
Habitual VA (6 m) |
OD 20/40 OS 20/50 |
OD 20/40 |
|
Cover Test |
4 EP |
EP' |
|
Stereo Acuity (40 cm) |
|
100 seconds (Randot) |
|
Keratometry |
OD 43.37 / 41.75 @ 90 |
|
|
Retinoscopy |
OD +5.25 -1.00 x 90 (20/25) |
|
|
Cycloplegic Refraction |
OD +6.75 -1.00 x 90 (20/25) |
|
|
Post-Cycloplegic (1 week later) |
OD +5.25 -1.00 x 90 (20/25) |
|
1. Compound hyperopic astigmatism (against-the-rule) OU
2. Slight refractive amblyopia OU
1. Rx: OD +5.25 -1.00 x 90
OS +4.75 -0.75 x 90
2. Lens: Polycarbonate single vision.
VA ดีขึ้นเป็น 20/30 (OD) และ 20/25 (OS). โดยค่าสายตาใหม่เพิ่มขึ้น +0.50 D เนื่องจากสามารถตรวจวัด Manifest Hyperopia ได้มากขึ้น
Discussion
เนื่องจาก C.K. แสดงค่าสายตายาวออกมา (Manifest hyperopia) เพิ่มมากขึ้น ค่าสายตาในแว่นจึงได้รับการปรับเพิ่มขึ้น 0.50D ในตาทั้งสองข้าง และได้นัดหมายให้คนไข้กลับมาตรวจอีกครั้งใน 6 เดือน สำหรับเคสของ C.K. ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าต้องจ่ายค่าสายตาบวกเพิ่มสำหรับมองใกล้ (Near add) เนื่องจากผลการตรวจความผิดปกติของกล้ามเนื้อตา (Phoria) ที่ระยะใกล้เมื่อมองผ่านแว่นสายตามองไกลนั้นอยู่ในภาวะปกติ (Ortho) และคนไข้ก็รู้สึกสบายตาดี
หากในอนาคต C.K. ยังคงแสดงค่าสายตายาวออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ค่าสายตาในแว่นก็มีแนวโน้มที่จะต้องปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ จะต้องเฝ้าระวังผลการทดสอบการปิดตา (Cover test) อย่างใกล้ชิด โดยจะพิจารณาจ่ายค่าสายตาบวกสำหรับมองใกล้ (Add) หากตรวจพบภาวะตาเหล่เข้าซ่อนเร้น (Esophoria) อย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก และเมื่อการมองเห็นรวมถึงผลการตรวจการทำงานของตาสองข้างของ C.K. เริ่มคงที่แล้ว ก็จะนำเรื่องความเป็นไปได้ในการใช้คอนแทคเลนส์ไปหารือกับคุณแม่ของคนไข้ต่อไป
Patient A.C.
ผู้ป่วยเด็กหญิง A.C. อายุ 9 ปี สวมแว่นตามาตั้งแต่อายุ 6 ปี การมองเห็นปกติดี แต่รู้สึกไม่สบายตาเมื่ออ่านหนังสือนานกว่า 20 นาที
|
รายการตรวจ |
Distant 6 m |
Near 40 cm |
|
Habitual VA (6 m) |
OD 20/20 (with +5.00 DS) |
|
|
Habitual VA (40 cm) |
|
OD 20/20 ,OS 20/20 |
|
Cover Test (w/ Rx) |
ortho |
15 ET' (เหล่เข้าใน) |
|
Stereo Acuity (w/ Rx) |
|
No response |
|
Subjective Refraction (SRx) |
OD +5.00 DS (20/20) |
|
|
Cover Test at 40 cm (w/ Add) |
|
w/+2.00 D Add: ortho' |
1. Simple hyperopia OU,
2. Accommodative alternating esotropia.
1. Rx: OD +5.00 DS with +2.00 D add
OS +4.75 DS with +2.00 D add
2. Lens: Polycarbonate executive bifocal
Discussion
A.C. มีภาวะสายตายาวค่อนข้างสูงร่วมกับภาวะตาเหล่เข้าจากการเพ่ง (Accommodative esotropia) แต่ที่ผ่านมาคนไข้ใส่แว่นเพื่อแก้ไขเฉพาะภาวะสายตายาวเท่านั้น ซึ่งโดยปกติแล้ว ภาวะตาเหล่เข้าจากการเพ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการจ่ายค่าสายตาบวกเพิ่มที่ระยะใกล้ (Additional plus at near)
ค่า Add แรกที่เราทดลองใช้คือ +2.50D เพื่อพยายามให้คนไข้เกิดการคลายการเพ่ง (Accommodative response) อย่างสมบูรณ์ที่ระยะ40 เซนติเมตร อย่างไรก็ตาม พบว่าค่าสายตานี้เป็นบวกที่มากเกินไปและทำให้เกิดภาวะตาเหล่ออกตามมา (Consecutive exotropia) เราจึงลดค่า Add ลงเหลือ +2.00D ซึ่งช่วยให้ A.C. มีค่าฟังก์ชั่นของกล้ามเนื้อตาที่ระยะใกล้อยู่ในภาวะปกติ (Ortho) ก่อนที่จะเขียนใบสั่งจ่ายเลนส์ขั้นสุดท้าย
ควรทำการทดสอบการปิดตาสลับ (Cover test) ซ้ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าการแก้ปัญหาหนึ่งไม่ได้ไปสร้างปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นมา เช่น การเกิดภาวะกล้ามเนื้อตาผิดปกติในทิศทางตรงกันข้าม (Opposing phoria) เป็นต้น
เด็กชาย J.S. อายุ 12 ปี มีอาการมองมัวในระยะใกล้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาอ่านตัวหนังสือในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร ตรวจตาครั้งสุดท้ายเมื่ออายุ 6 ปี พบค่าสายตา +0.25 D ทั้งสองตา
|
รายการตรวจ |
Distant 6 m. |
Near 4 cm |
|
Habitual VA (6 m) |
OD 20/20 ,OS 20/20 |
OD 20/20 ,OS 20/20 |
|
Cover Test |
4 EP |
6 EP' |
|
Stereo Acuity (40 cm) |
|
20 seconds (Randot) |
|
Retinoscopy |
OD +1.00 -0.75 x 90 OS +0.75 DS |
|
|
Binocular Balance |
OD +1.50 -0.75 x 90 (20/20) OS +1.25 DS (20/20) |
|
|
Phorometry (w/ SRx) |
ortho |
ortho' |
1. Facultative hyperopia OU
2. Normal binocular vision (Esophoria resolved with Rx).
1. Rx: OD +1.50 -0.75 x 90
OS +1.25 DS,
2. Lens: Single vision polycarbonate.
Discussion
ระดับการมองเห็นตาเปล่าของ J.S. อยู่ที่ 20/20 ในระยะไกล เนื่องจากคนไข้ใช้การเพ่งของตัวเองเพื่อชดเชยภาวะสายตายาว ตามตารางของ Donder เด็กอายุ 12 ปีอย่าง J.S. ควรมีกำลังการเพ่ง (Amplitude of accommodation) อยู่ที่ 12D-13D ซึ่งเพียงพอที่จะชดเชยสายตายาว 1.25D สำหรับการมองไกล และยังพอสำหรับการเพ่งอีก 3.75D เพื่ออ่านหนังสือที่ระยะ 40 เซนติเมตรได้สบายๆ
อาการที่ J.S. เป็นอยู่นี้น่าจะเกิดจากภาวะตาเหล่เข้าซ่อนเร้น (Esophoria) ที่พบทั้งในระยะไกลและระยะใกล้ จากการไม่ได้แก้ไขสายตา แต่เมื่อสายตายาวได้รับการแก้ไข J.S. ก็ไม่จำเป็นต้องเพ่งที่ระยะไกลอีกต่อไป และภาวะตาเหล่เข้าซ่อนเร้นก็ลดลงจนกลับมาอยู่ในภาวะปกติ (Ortho) เมื่อมองใกล้หลังผ่านการแก้ไขด้วยแว่น ภาระในการเพ่งก็จะลดลงจาก 3.75D เหลือ 2.50 D และช่วยให้กล้ามเนื้อตากลับมาอยู่ในภาวะปกติได้เช่นกัน
แม้ว่า J.S. จะมีค่าสายตายาวเพียงเล็กน้อย แต่การจ่ายแว่นก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้คนไข้รู้สึกสบายตา และเขาก็สามารถปรับตัวเข้ากับการใส่แว่นได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการจ่ายค่าสายตาสำหรับมองใกล้นั้นอิงจากผลการวัดสายตามองไกล J.S. จึงยังคงมองไกลได้ชัดเจนและไม่ต้องการเลนส์บวกเพิ่ม (Additional plus) สำหรับการมองใกล้
บทสรุป
สำหรับผู้ใหญ่ที่มีสายตายาวและมีอาการตาล้า (Asthenopic symptoms) ควรใช้ค่าสายตามองไกลมาจ่ายเป็นแว่นเพื่อนำไปใช้มองใกล้ เมื่อคนไข้มีอายุมากขึ้นและกำลังการเพ่งลดลง พวกเขาจะเริ่มแสดงค่าสายตายาวออกมามากขึ้น ซึ่งเราสามารถปรับค่าสายตาในแว่นเพิ่มขึ้นตามได้ ท้ายที่สุดแล้ว คนไข้จะมีความจำเป็นต้องใส่แว่นติดตัวตลอดเวลา และต้องการเลนส์บวกเพิ่มสำหรับมองใกล้ (Add) เมื่อเกิดภาวะสายตายาวตามอายุ (Presbyopia)
ส่วนคนไข้ที่มีภาวะสายตายาวแฝง (Latent hyperopia) ปริมาณมากและมีภาวะเกร็งการเพ่ง (Accommodative spasms) จำเป็นต้องใส่แว่นอย่างสม่ำเสมอ คนไข้กลุ่มนี้อาจต้องการเลนส์บวกที่ระยะใกล้มากกว่าระยะไกล และเราสามารถจ่ายเป็นเลนส์สองชั้น (Bifocals) หรือทำแว่นแยกสองอันได้ หรือเลนส์โปรเกรสซีฟ หากพบว่าการใช้ค่าสายตามองไกลสำหรับมองใกล้นั้นไม่สามารถช่วยลดอาการตาล้าลงได้
ในกรณีของผู้ใหญ่ที่มีสายตายาวเล็กน้อย ซึ่งไม่ได้ทำให้ระดับการมองเห็นทั้งระยะไกลและระยะใกล้ลดลง ไม่มีความจำเป็นต้องได้รับการจ่ายเลนส์บวกหากคนไข้ไม่มีอาการใดๆ และไม่มีความผิดปกติของการเพ่งหรือการเหลือบตา (Convergence anomalies) อย่างไรก็ตาม ควรให้คนไข้ได้ลองสวมเลนส์บนกรอบแว่นทดลองเสมอ เพื่อให้พวกเขาตัดสินใจได้ด้วยตัวเองว่าแว่นนั้นช่วยให้รู้สึกสบายตาขึ้นหรือไม่ ในกรณีที่สายตายาวมีค่าต่ำ อาการของคนไข้จะเป็นตัวกำหนดที่สำคัญที่สุดว่าจะต้องจ่ายแว่นหรือไม่
สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบควรได้รับการวัดสายตาแบบหยอดยา (Cycloplegic refraction) เต็มรูปแบบ หากมีภาวะตาขี้เกียจจากสายตาผิดปกติหรือมีภาวะตาเหล่เข้า ในขณะที่เด็กวัยเรียนควรได้รับค่าสายตาบวกสูงสุดที่ไม่ทำให้การมองไกลเบลอ หากพบภาวะตาเหล่เข้าซ่อนเร้นหรือตาเหล่เข้า สามารถจ่ายค่าสายตาบวกเพิ่ม (Add) สำหรับมองใกล้ให้คนไข้ได้ โดยค่า Add ควรเป็นปริมาณเลนส์บวกที่พอดีที่จะทำให้แนวสายตาของตาทั้งสองข้างตรงกันมากที่สุด ส่วนเด็กที่มีสายตายาวเล็กน้อยและมีอาการเมื่อมองใกล้ สามารถใช้ค่าสายตามองไกลเพื่อนำมาใช้มองใกล้ได้เช่นกัน ค่าสายตานี้สามารถปรับเพิ่มได้เมื่อกำลังการเพ่งของเด็กลดลงตามอายุ และเมื่อเด็กเริ่มแสดงค่าสายตายาวออกมาให้เห็นมากขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว คนไข้ไม่ว่าในวัยใดก็ตามมักจะไม่ยอมใส่แว่นที่ทำให้การมองเห็นของพวกเขาเบลอ หากคนไข้ต้องการเลนส์บวกสำหรับมองใกล้มากกว่าค่าที่ได้จากการวัดสายตามองไกล ควรจ่ายแว่นตาในรูปแบบของเลนส์สองชั้น หรือโปรเกรสซีฟ
คนไข้ที่ใส่เลนส์สองชั้นมาเป็นเวลานานมักจะแสดงค่าสายตายาวสำหรับการมองไกลออกมาให้เห็นมากขึ้น ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น เราสามารถปรับเพิ่มค่าสายตามองไกลได้ และอาจยกเลิกการใช้เลนส์สองชั้นไปเลย
หัวใจสำคัญก็คือ การให้คนไข้ลองใส่ค่าสายตาที่คาดว่าจะจ่ายบนกรอบแว่นทดลอง การปรับเปลี่ยนค่าสายตาตามการตอบสนองของคนไข้ขณะลองแว่น และการให้ความรู้แก่คนไข้อย่างเหมาะสมและเข้าใจง่าย จะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการจ่ายเลนส์สำหรับคนไข้ที่มีภาวะสายตายาว
จบบริบูรณ์...
หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อท่านที่สนใจ ไม่มากก็น้อย

Reference : Refractive Management of Ametropia by Dr.Kenneth E. Brookman

Loft Optometry , 578 ถ.วัชรพล แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. 10220
lineID : loftoptometry
mobile : 0905536554
facebook: www.facebook.com/loftoptometry